สวัสดีครับวันนี้เราจะมาสรุป การพูดคุยของ อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธรักษ์ จาก Rightshift
เงินของคุณกำลังเสื่อมค่า? อาจารย์ตั๊ม พิริยะ | Million Mindset
ก่อนมาสนใจประวัติศาสตร์การเงิน
อ.ตั๊ม เป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ เเต่ประวัติศาสตร์โดยทั่วไป จะพูดถึงบริบทอื่น เช่น การเมือง การปกครอง วิทยาศาสตร์ หรือ การเปลี่ยนยุคของศิลปะ เป็น Modern หรือ Post modern (เเต่ก่อนอาจารย์เป็นสถาปนิก สอนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
เเต่ถ้าลอง follow ตามการเปลี่ยนเเปลงด้านการเงิน การเงินเป็นส่วนสำคัญมากที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
เงินทำให้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงได้ยังไง

อาจารย์พูดถึงการสงคราม
สงคราม โดยส่วนมากจะชี้ประเด็นไปที่ ความเก่งของเเม่ทัพหรือความเก่งของประเทศน เเต่สงคราม มีต้นทุน ไพร่พล อาวุธ เวลาเเละต้องใช้เงินในการทำสงคราม
โดยตั้งเเต่สมัย โรมัน นโปเลียน หรือหลายๆสงคราม การทำสงครามที่ยืดเยื้อ key สำคัญที่สามารถทำสงครามได้ต่อเนื่องคือ
การ currency debasement (การลดค่าเงิน)
เเต่เพราะรัฐบาลต้องเก็บภาษีไปใช้ในสงคราม เพื่อให้มีเงินในการทำสงครามต่อ (ถ้ารอเเต่ภาษีทำให้เงินทุนไม่เพียงพอเเน่นอน ขึ้นภาษีเพื่อสงครามอาจจะทำให้ประชาชนไม่พอใจมากกว่า)
ต้องพิมพ์เงินเพิ่ม ถ้าสมัยก่อนเป็นเหรียญทอง ก็จะลดปริมาณทองคำลง โดยไม่ให้ประชาชนรู้ตัว
หรืออย่างเช่น ตอนอังกฤษที่ล่าอาณาจักรได้ทั่วโลก ตอนยุค Gold Standard
Bank Of England ได้มีการผลิตตั๋วเเลกทองคำเกินปริมาณทองคำ ทำให้สามารถ รบยื้อเยื้อได้
เเต่ถ้าไม่พิมพ์เงิน สงครามต้องจบเร็ว เพราะ ต้นทุนการทำสงครามสูงมาก (ในปัจจุบันที่สงครามมีเเทบตลอดก็เพราะว่า รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้ง่ายกว่าเเต่ก่อนนั้นเอง)
เรื่องการเงินที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงินในปัจจุบัน
ในระบบปัจจุบัน ถ้าอยากรวยคุณต้องเป็นหนี้ ถ้าเอาเงินออมไปลงทุนถือว่าโง่
เพราะ cost of captital ต่ำกว่า
ใครเค้าเก็บออมเงินกัน เพราะการเก็บออมไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ทำไมพวกเรามาถึงจุดที่ทำไมการเก็บออมถึงไม่รวย การมีวินัยทางการเงิน การเก็บออมมันควรจะเป็นสิ่งที่ดี
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ธรรมชาติของเงินที่เราใช้ไม่เหมือนกัน
เงินบาท หรือ ดอลล่าร์ ที่เราใช้กัน คนยังเข้าใจผิดว่า มีการ Back ด้วยทองคำอยู่ แต่จริงๆเเล้วยกเลิกตั้งเเต่ปี 1971 ในปัจจุบันเราพิมพ์เงินออกมาด้วย พันธบัตรรัฐบาล หรือ หนี้ นั้นเอง
ดอลล่าร์เป็นสินทรัพย์ถือครองเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศของทั้งโลก เนื่องจากชนะสงครามโลก เมื่ออเมริกามีการพิมพ์เงินออกมา ก็จะทำให้มูลค่าของเงินลดค่าลงมา
(ให้เห็นภาพ ถ้าโลกนี้มีเงิน 100 หน่วยถืออยู่ 1 หน่วยเเสดงว่า เรามี 1% ของทั้งหมด เเต่ถ้ามีการพิมพ์เงินหรือเพิ่ม Supply เป็น 1,000 หน่วย มูลค่าของเราก็จะเหลือ 0.1 % ของทั้งหมด)
นักเศรษฐศาสตร์มักจะบอกว่า เงินเฟ้อเป็นสิ่งจำเป็น เงินเฟ้ออ่อนๆ ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจ
Inflation (เงินเฟ้อ)
โดยยกตัวอย่าง The Great Depression ปี 1929 ปีที่เกิดวิกฤตเศรษกิจในอเมริกา
ตอนนั้นนักเศรษฐศาสตร์ มองทองคำเป็นปัญหา เนื่องจาก มีกฎหมายว่า ต้องมี ทอง back หลัง 35% ในคลังถึงจะผลิตเงินออกมาได้ ทำให้เกิดเหตุการณ์เงินฝืด ผู้คนไม่ใช้จ่ายเงิน
เเต่จริงปัญหามันเกิดก่อนนั้นคือในปี 1913-1929 ช่วงนั้นธนาคารกลาง มีทองในคลัง95%
เเต่ด้วยมีสงครามโลก ครั้งที่ 1 ทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรสำหรับใช้เพื่อการสงคราม
เยียวยาหลังสงคราม
โดยให้ทางธนาคารกลางเป็นผู้รับซื้อ เงินจำนวนมากได้ถูกผลิตออกมา เงินก็ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ สินค้าต่างๆทำให้ราคาสูงขึ้น
เเต่ถึงจุดที่ต้องหยุดผลิตเงิน เพราะถึงข้อกำหนดไว้ว่าต้องมี ทอง 35% ในคลัง ฟองสบู่เเตก ทำให้ตลาดล้ม พอล้ม คนก็จะประหยัดหยุดใช้จ่าย
จึงมาโทษว่าเงินฝืดคือตัวการที่ทำให้เศรษฐกิจไม่หมุน
ทำไมเศรษกิจต้องหมุน (Velocity of money)
คือตามหลักการยิ่งเงินมีการเปลี่ยนมือมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจก็จะยิ่งโตเท่านั้น
เมื่อเอาเเนวคิดนี้มาใช้เเบบไม่ถูกต้อง คือกระตุ้นให้คนใช้จ่าย โดยใช้เงินเฟ้อ ถ้าเก็บเงินไว้
เงินจะด้อยค่า เมื่อเงินด้อยค่าลง โดยสามัญสำนึก เราก็จะหาที่พักเงินที่ไม่ด้อยค่า
เเละเงินจะเปลี่ยนมือจากผู้ที่รีบใช้เงิน ไปสุ่ผู้ที่ไม่รีบใช้เงิน (คนรวยนั้นเเหละ)
(ตัวอย่างให้เห็นภาพ ผู้คนทำงานกินเงินเดือน เเละมีที่ดินเเละทรัพย์สินของตระกูลอยู่ เมื่อพิมพ์เงินออกมา มีเงินเฟ้อ
เเต่โดยปกติเงินเดือนของเราไม่สามารถขึ้นตามเงินเฟ้อทัน เราจะทำยังไง ถ้าเราต้องใช้เงินเเล้ว
ก็ต้องขายความมั่งคั่งของเรา
คือ เราจำเป็นต้องใช้เงิน ทรัพย์สินของเราถูกส่งไปสู่ คนที่ไม่รีบร้อน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่
รุนเเรงขึ้น
หรือถ้ายิ่งเก็บเป็นเงินสดยิ่งเเย่กว่าเดิม ถ้าเมื่อสัก 50-60 ปีที่เเล้ว มรเงินเก็บ 100,000 บาท ถือว่าเยอะมาก ตัดกลับมาปัจจุบัน เงินออมโดยทำลายมูลค่าไปเเล้ว)
Store of value (ทรัพย์สินที่เก็บมูลค่าได้)

อาจารย์เล่าว่า ทางคุณพ่อได้สอนไว้ว่า ถ้ามีเงินให้ แปลงเป็นทรัพย์สินที่รักษามูลค่า
(Store of value)
เมื่อก่อนมี ทองคำ ที่ดิน หุ้น พันธบัตร สามารถเก็บมูลค่าได้ ทำให้ของเหล่านี้มีมูลค่าสูงขึ้นมามากจากอดีต
เเต่ปัจจุบันมีอีกสินทรัพย์ คือ Bitcoin เป็นอีกสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่คล้ายทอง
ซึ่งในอดีตทองคือเงินที่สามารถเก็บมูลค่าได้ นั้นคือ ช่วง Gold standard
เมื่อคนเก็บออมได้ สามารถ วางแผนชีวิตได้ เเละ ส่งต่อความมั่งคั่งให้ตระกูลได้ มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ
เช่น พี่น้องตระกลูไรท์ ผู้ผลิตเครื่องบิน ถ้าอยู่ในยุคที่เงินเฟ้อ ที่หาเช้ากินค่ำ คงไม่มีเวลามานั่งคิดว่าจะทำเครื่องบินยังไง เเต่เมื่อสามารถเก็บความมั่งคั่งได้ ทำให้สามารถทดลองทำสิ่งใหม่ๆได้
ยุคเฟื่องฟู เทคโนโลยีต่างๆเกิดจากยุคที่เงินรักษามูลค่าได้
เงินคืออะไร

ในมุมมองของอาจารย์เงินคือที่เก็บเวลา
“เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของมนุษย์”
เวลามีจำกัด ต้องมาคิดว่า เราจะเอาเวลาของเราไปทำอะไร
ถ้าเราเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เเสดงว่าเราใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่น
ถ้านายเอ จับปลาได้ 10 ตัวต่อวัน นายบีจับปลาได้ 1 ตัวต่อวัน
นายบี อาจจะเเลกเปลี่ยนอย่างอื่นกับ นายเอเพื่อได้ปลามา เพราะนายบีอาจจะถนัดอย่างอื่นมากกว่า เช่น เย็บรองเท้าได้เก่งกว่า ซึ่งเงินมาตอบการเป็นสื่อกลางอันนี้
เเทนที่จะเอาเวลาไปจับปลาเหมือนกัน
เอาเวลาที่มีไปทำให้เกิดมูลค่าอื่นเเทน เเลกเป็นเงินเเทน เพื่อมาเเลกกับปลาของนายเอ
เมื่อมีเงินมากเเสดงว่าเรามี หน่วยทางบัญชีมี่มีเวลาส่วนเกินเท่าไหร่ เป็นการสะสมเวลามากขึ้น เเละต้องการถอนเวลากลับมาเเค่เอาเงินเเลกคืนเป็นสินค้า เเละบริการ
จากการเเลกเปลี่ยน ทำให้เกิดการค้าขาย เกิดอารยธรรมขึ้น ซึ่งทองคำเป็นที่เก็บเวลาได้ดีเนื่องจากผลิตยาก ปลอมเเปลงยาก ตรวจสอบได้
ในเเนวคิดเงินFiat เป้าหมายเกษียณ คิดยังไง
ถ้าเราคิดว่าเงินเป็นภาชนะเก็บเวลา สำหรับเงิน fiat เหมือน ภาชนะของเรามีรูรั่ว เก็บยังไงก็ไหลออก ทำให้การตั้งเป้าหมายเกษียณยากขึ้น เช่น สมัยก่อน เเค่ 10 ล้าน สามารถที่จะอยู่ได้เเล้ว เเต่ปัจจุบันไม่พอเเน่ๆ
ยิ่งไปไกลในอนาคต ก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ อื่นๆ ไปเก็บหุ้น ที่ดิน ก็จะผลักให้ราคาสูงขึ้น
บางประเทศบ้านร้างจะมากขึ้นเพราะไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่ซื้อเพื่อเก็บเงิน
เเต่เงินสร้างยาก (Hard Money) อย่าง Bitcoin ถูกออกเเบบมาให้เป็นภาชนะไม่มีรูรั่ว ไม่สามารถสร้างเงินเเบบง่ายๆ (Easy Money) เเละสร้างเงินเฟ้อได้
สหรัฐอเมริกามีโอกาสล้มมั้ย
ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ให้ยาวมากพอ เช่น โรมัน สหราชอาณาจักร ก็ยิ่งใหญ่ มา200-300 ปี เเต่อำนาจของทางอเมริกา ที่สามารถพิมพ์เงินได้ เพิ่งใช้มาประมาณ 100 ปี
เรื่องการเลี้ยงลูกของอาจารย์
เเนวคิดคือสอนให้รู้จักคุณค่าของเวลา สามารถดูทีวีเพื่อผ่อนคลายได้ เเละค่อยไปทำกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อไป ไม่ใช่ดูทีวีจนหมดเเรง ทำให้เสียเวลาในการสร้างคุณค่าอื่นๆ
การมีลูก ทำให้คนมองอนาคตมากขึ้น จะไม่ฟุ้งซ่าน มองไกลจากตัวเองมากขึ้น
ถ้าโลกนี้ไม่มีความหวัง สังคมคงจะพังทลายลง
สรุป
ปัญหาหลายๆอย่างในสังคมปัจจุบัน ถ้าหาต้นตอของปัญหา บางเรื่องที่คาดไม่ถึง
มันก็เกี่ยวกับระบบการเงินเป็นต้นตอ
เราเกิดมาในยุคที่เงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติ เเต่จริงๆมันเพิ่งจะมีมามาไม่นานมาก
ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์
หวังว่าอ่านถึงตรงนี้จะได้ประโยชน์จากคลิปนี้กัน
ใครสนใจดูเเบบละเอียดตามคลิปลิ้งค์ด้านบนเลยครับ


Leave a comment