Bitcoin คืออะไร สินค้าประเภทเงิน ทองคำ เงินรัฐบาล เกี่ยวกันอย่างไร จากหนังสือ The Bitcoin Standard

ช่วงนี้ Bitcoin ราคากำลังขึ้น ทำให้มีผู้คนมือใหม่สนใจ เราอยากจะเป็นส่วนนึงให้ความเข้าใจ สำหรับผู้เริ่มต้นอยากรู้ว่า Bitcoin คืออะไร

เนื้อหาจากหนังสือ The Bitcoin Standard ให้คนที่เริ่มสนใจได้เข้าใจ Bitcoin สามารถอ่านเเละหาความรู้เพิ่มเติมต่อได้ครับ

  • เงินคืออะไร
  • สินค้าที่ทำหน้าที่เป็นเงินในอดีตมีอะไรบ้าง
  • ทองคำเเละยุครุ่งเรืองของทองคำ
  • เงินตรารัฐบาล

เงินคืออะไร

การที่จะเข้าใจว่า Bitcoin เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินคืออะไร
ในสมัยก่อนคนเราก็ใช้ ระบบเเลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง( Barter )
เเต่ได้เฉพาะในวงเล็กๆเท่านั้น เช่น เเลกหมา เเลกเเมวกัน เป้นความพอใจที่จะเเลกสินค้ากัน

เเต่เป็นเรื่องยากมากๆ ถ้ามีระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน ความต้องการสินค้าไม่สอดคล้องกันจะเเลกเปลี่ยนกันไม่ได้

เช่น สมมุติเราเป็นช่างสร้างบ้าน คุณอยากได้บ้าน คุณมาหาผมอยากจะสร้างบ้านโดยมีรองเท้ามาเเลกเพราะคุณเป็นช่างรองเท้า

เราคงไม่อยากได้รองเท้า 100 คู่ มาเเลกให้เราสร้างบ้านให้ (เยอะเกิ้น) หรือคุณปลูกเเอปเปิ้ล
มาเเลกกับเรา แอปเปิ้ลจะเน่าเสีย ไม่สามารถที่จะคงสภาพได้

จากเหตุการณ์ดังนี้ ควรต้องมีตัวกลางที่ทำหน้าที่ ในการเเลกเปลี่ยนสินค้า (Medium of Exchage) และเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับโดยวงกว้างนั้นคือ เงิน (Money)

ระดับศักยภาพในการเเลกเปลี่ย
สินค้าที่เป็นเงินก็มีมาหลายเเบบในอดีต อาทิ เช่น ที่เคยได้ยินกันมา คือ เปลือกหอย เกลือ เป็นต้น
เเต่สินค้าที่เป็นเงินที่ดี ควรมีหน้าที่ดังนี้

ศักยภาพแลกเปลี่ยนเชิงปริมาตร (Salability across scale) คือ สามารถเเตกหน่วยย่อยได้
เช่น เพชรลักษณะเป็นก้อน เเต่จะซื้อกาแฟ ไม่สามารถที่จะตัดเพชร ในการการใช้ได้
เเตกหน่วยย่อยยาก

ศักยภาพแลกเปลี่ยนเชิงระยะทาง (Salability across space) คือ พกพาได้สะดวก
ถ้าพกพาได้ยาก หรือมีน้ำหนักที่หนักเราคงไม่อยากใช้เงินประเภทนี้

ศักยภาพแลกเปลี่ยนเชิงเวลา (Salability across time) คือ การรักษามูลค่าได้ ไม่เน่าเปื่อย (Store of Value ) คงไม่มีใครเอาเนื้อวัวมาเป็นเงิน เเละต้องสามารถที่จะเก็บความมั่งคั่งได้ ไม่บุสลาย

Stock to flow (SF)
เงินที่เก็บมูลค่าได้ควรเป็นเงินที่มีการเพิ่มของ Supply ที่น้อย มีต้นทุนการผลิตสูง เเละยากต่อการผลิตเพิ่ม เรียกว่า เงินสร้างยาก (Hard Money)

ส่วนเงินผลิตง่าย คือเงินสร้างง่าย (Easy Money)ไม่มีต้นทุนในการผลิตเงิน (ก็ตรงตัวนะ 5555)

เงินที่มีความมั่นคงสามารถตรวจสอบได้โดยใช้ Stock to Flow
เเละ Stock to Flow คืออะไร

Stock หมายถึง ปริมาณปัจจุบันทั้งหมดที่ผลิตออกมาเเล้ว
Flow หมายถึง ปริมาณที่ผลิตในช่วงถัดมาเช่น ระยะเวลา 1 ปี มีการผลิตเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่

ตัวอย่างนะครับ
มีหินเเร่ถูกผลิตมา 10 ปี มีทั้งหมดรวมกัน 100 กก
เเต่ในปีนี้ผลิตได้ที่ 2 กก
เเสดงว่า ค่า SF = 50

เเล้วจับมาหารกัน ถ้ามีค่ามาก เเสดงถึง มีความสามารถในการเก็บมูลค่าได้ดี

มาดูตัวอย่างกันเลย

ที่มา https://www.coinglass.com/pro/i/S2F

จากรูป เส้นสีเทาคือ เส้น Stock to flow มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Bitcoin ประมาณ 4 ปีจะมี Having ทำให้ Flow หรือการผลิตหายไปครึ่งนึง
(Halving คือ การที่ supply ของ Bitcoin ถูกลดการผลิตลงครึ่งนึง ทุก 210,000 Block หรืออประมาณ 4 ปี)

เมื่อจับหาร ตัวหารค่าน้อยลงเรื่อยๆ เเสดงว่าค่า SF มีค่ามากขึ้น ซึ่งค่าที่มากหมายถึงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าได้ดี

เเต่ถ้ากลับกัน ถ้าตัวหารมาก ค่า SF จะน้อยลง เเนวโน้มเป็นสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าได้ไม่ดี
เงินที่ผลิตได้ง่าย เช่น การพิมพ์ธนบัตร จะสูญเสียสถานะการเป็นเงินได้สูงกว่า
เเละผู้คนก็จะย้ายเงินไปที่ เงินที่สร้างได้ยากกว่าเสมอ

Network Effect
ทำไมประเทศไทยทุกคนถึงใช้ Line ในการคุยสื่อสารกัน เพราะเนื่องจาก
คนหมู่มากใช้กันเเละได้รับการยอมรับในวงกว้าง จึงทำให้ทุกคนต้องมาใช้แอปนี้

เงินก็คล้ายกัน เมื่อมีสื่อกลางที่สามารถเก็บมูลค่าได้ ก็จะทำให้ผู้คนยอมรับในวงกว้างขึ้น ทำให้เกิดอีกหน้าที่ คือ การเป็นหน่วยวัดราคาสินค้า (unit of account)

ราคาทำให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่ซับซ้อนได้ เพราะทุกคนเหมือนมีไม้บรรทัดวัดมูลค่ากับสินค้าที่จะตั้งราคา ในหน่วยเงินเดียวกัน

เเละถ้าเกิดจากเงินสร้างยาก สามารถที่จะวางแผนในอนาคตได้ดีกว่าเพราะ จะรู้ต้นทุนในการผลิตได้เเม่นยำกว่า เเละผลิตสินค้าให้ดีที่สุดได้ เพราะไม้บรรทัดไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปมาได้

กลับกันถ้าราคาคาดเดาไม่ได้ เพราะเงินสร้างง่าย จะไม่สามารถวางแผนอะไรได้เลย ต้นทุนจะถูกปรับเมื่อไหร่คาดไม่ได้ ทำให้ผลิตสินค้าที่อาจจะเห็นเเก่เงินเฉพาะหน้ามากกว่า

สรุปเงินที่ดีควรมี หน้าที่ที่สำคัญ 3 อย่าง

Medium of Exchange
Store of Value
unit of account

สินค้าที่ทำหน้าที่เป็นเงินในอดีตมีอะไรบ้าง

หินรายแห่งเกาะเเยป (Rai Stone) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐไมโครนีเซีย
อดีตเกาะนี้ไม่สามรถผลิตหินรายได้เอง ต้องนำเข้ามาจากเกาะข้างเคียง ด้วยความหายากของหินราย ทำให้ชาวเกาะเเยปเอาหินนี้มาใช้เป็นเงิน ซึ่งมีหินขนาดเล็กจนถึงขนาด 4 ตัน

เเต่มีหินรายบางก้อนใหญ่มาก การใช้งานของหินขนาดใหญ่ทำได้โดยเจ้าของหินไม่จำเป็นต้องยกหรือเคลื่อนย้ายมัน เพื่อเเค่ประกาศความเป็นเจ้าของ

เเละให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าตอนนี้ใครเป็นเจ้าของใหม่ (เรียกได้ว่าเป็น Decentralized ได้เลย เป็นการต่างคนต่างถือบัญชีกันคนละเล่มเเละจดบันทึกเหมือนกัน)

หินรายสามารถเรียกได้ว่าทำหน้าที่ของเงินได้ดีทีเดียว จนกระทั่งปี 1871
ชายจากยุโรปชื่อ เดวิด โอคีฟ เห็นโอกาสตรงนี้ โอคีฟใช้เครื่องมือสมัยใหม่ไปทำการระเบิดหินราย เเทนการไปขุดหินของชาวบ้านที่ใช้เเรงงานคน

หินราย กลายเป็นของหาง่ายมากขึ้น SF น้อยลง จนในที่สุดหินรายลดมูลค่าเเละล่มสลายไป

รูปหินราย (Rai Stone)

หรือในแอฟริกา มีการใช้ลูกปัดเป็นเงินในการเเลกเปลี่ยน ต่อมาพ่อค้ายุโยปได้เข้าไป ก็ใช้เทคโนโลยี ผลิตลูกปัดสูบความมั่งคั่งของชาวแอฟริกา เกิดเงินเฟ้อ จากเงินสร้างยากเป็นเงินสร้างง่าย เเละล่มสลายในที่สุด

หรือจะเป็นเปลือกหอยหรือเกลือ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเงินมาก่อน มีจุดจบคล้ายๆกัน

จากตัวอย่างที่ยกมา การที่ทีคนผลิตเงินได้ง่าย คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ผลิตเงิน ส่วนคนที่เก็บออมหรือเชื่อในเงินนั้น เงินก็จะด้อยค่าไปเรื่อยในที่สุด (คุ้นๆเหมือนปัจจุบันมั้ยครับ 555)

ทองคำเเละยุครุ่งเรืองของทองคำ

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทองคำได้พิสูจน์ตัวเองเรื่องบทบาทการเป็นเงินของมันเอง
ทั้งเรื่องตัวกายภาพของมันเองกล่าวคือ ทองคำทำลายไม่ได้ ไม่ขึ้นสนิม คงทน เเละขึ้นรูปกลับมาโดยการหลอมใหม่ เเละไม่สามารถปลอมเปลงได้

ส่วนเรื่องการขุดทองคำทำได้ยากมาก ต้นทุนสูง ส่งผลให้ปริมาณที่ผลิตออกมาเเต่ละปีน้อยมากประมาณ 1.5% ต่อปี และ SF ค่อนข้างคงที่

ที่มา US Geological Survey, Incrementum AG

ซึ่งในประวัติศาสตร์ มีหลายช่วงที่ทองคำถูกใช้ทำหน้าที่เป็นเงินทำให้อาณาจักรรุ่งเรืองเเต่เเล้วก็เสื่อมถอยลง เพราะมีผู้ที่ต้องการควบคุม เเละ ผลิตเพิ่มกับทองคำ

เช่น ยุคโรมัน มีเหรียญ Aureus ประกอบด้วยทองคำที่ใช้เป็นมาตรฐานเท่ากับ 8 กรัม ผู้คนใช้เป็นเงินการค้ารุ่งเรืองเป็นปกติ

จนกระทั่งมีการใช้ประชานิยม ต้องใช้เงินจำนวนมาก มีการผลิตทองเพิ่ม
โดยใช้ทริค Coin Cliping คือ ค่อยลดจำนวนทองคำในเหรียญลง จาก 8 กรัม เหลือเพียง 4.5 กรัม (ผลิตเพิ่มเกือบ 50% เเน่ะ)

ทำให้เกิดเงินเฟ้อ จนอาณาจักรล่มสลายไป ซึ่งไม่ใช่เเค่โรมัน อาณาจักรไบเซนทีนก็เป็นลักษณะเดียวกัน

ยุครุ่งเรืองของทองค
ถ้าพูดถึงยุค เรเนสซองส์ ประวัติศาสตร์ต่างพูดถึงในเเง่มุมของ ศิลปะ วิวัฒนาการ คงมีมากเเล้ว เเต่ยังไม่มีพูดในส่วนที่ใช้เงินที่เเข็งเเกร่งทำให้เกิดยุคนี้ขึ้นมาได้

เหรียญ Florin ที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Florin

ยุคนั้นมีการเริ่มผลิตเหรียญทอง Florin ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยุโรป จนโลกพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึงยุคที่เทคโนโลยีมีการสื่อสารติดต่อทางไกลกันได้ เช่น ระบบรถไฟ เเละ ระบบโทรเลข ซึ่งเริ่มในปี 1837

ณ ตอนนั้น เริ่มมีการก่อตั้งธนาคารเเล้ว ส่งผลทำให้
ธนาคารสามารถทำบัญชีการเงินหักตัวเลขทางบัญชี

เเทนที่จะทำการขนส่งเงินจริงๆ เนื่องจากการขนส่งที่ไม่สะดวกอาจจะทำการชำระธุรกรรมเป็นทองคำต่อครั้งใช้เวลาเดือน หรือ ปี ในการเคลื่อนย้ายทองคำ

สิ่งนี้ทำให้เกิดการใช้ธนบัตร เช็ค ใบเสร็จรับเงิน เเทนทอง ในทางกายภาพ เพราะพกพาสะดวกกว่า เเละปลอดภัยกว่าการขนย้ายทองคำจริงๆ (ง่ายๆน่าจะเป็น Layer 2 ของ ทองคำ)

ทำให้ประเทศต่างๆใช้ระบบมาตรฐานที่มีธนบัตรมีมูลค่าหนุนหลังเป็นโลหะมีค่า
(ทองคำ)เต็มจำนวน
เเละสามารถไปเเลกเปลี่ยนเป็นทองคำที่ธนาคารได้ทันที

โดยระบบสมัยใหม่นี้เริ่มที่ประเทศอังกฤษ ยุคเซอร์ไอแซกนิวตัน เเทนที่ผู้คนจะพกเหรียญทองในการใช้จ่ายเริ่มปรับเปลี่ยนเป็นถือ ใบรับฝากทองคำ ทั้งสะดวกกว่า เเละ เเก้ปัญหาของการเเตกหน่วยย่อยของทองคำ ที่ธนบัตรสามารถทำได้ดีกว่า

(ทองคำเเตกย่อยยากกว่า ธนบัตรอยู่เเล้ว ซึ่งก่อนหน้าจะเป็นระบบมาตรฐานโลหะคู่ คือทองคำเเละเเร่เงิน เเร่เงินใช้ในส่วนย่อยกว่าทองคำ)

ต่อมาการค้าขายในยุโรปเฟื่องฟูขีดสุด เพราะทุกประเทศใช้มาตรฐานการเงินเเบบเดียวกัน
เกิดการค้าเสรี การเคลื่อนย้ายเงินทุนทำได้ง่าย ไม่มีกำเเพงระบบเงินต่างสกุลมากั้น

เเต่เเล้วเมื่อทองคำถูกรวมศูนย์มากขึ้นเรื่อยๆ อำนาจจึงตกไปอยู่กับนายธนาคาร เเละผู้ที่เกี่ยวข้อง

ส่งผลทำให้เงินสูญเสียอำนาจอธิปไตยส่วนบุคคล
ซึ่งจะเป็นปัญหาที่เราทราบในปัจจุบัน เมื่อมีการรวมศูนย์ของเงินทำให้มีปัญหาได้ยังไง

ปัญหาสองอย่างที่ตามมาคือ รัฐบาลเเละธนาคารเริ่มมีการผลิตตั๋วเเลกทอง
เกินปริมาณทองคำที่มีอยู่
ปัญหาที่สอง หลายๆประเทศเริ่มใช้สกุลเงินของประเทศอื่นๆเป็นเงินกองทุนสำรองเพิ่มมากขึ้น

เเละสุดท้ายการตั้งระบบธนาคารกลาง ในระบบมาตรฐานทองคำ ทำให้รัฐบาลสามารถมีอำนาจที่จะควบคุมเเละกำหนดนโยบายต่างๆได้ ผ่านนโยบายทางการเงิน เเบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เงินตรารัฐบาล (Fiat Money)

ยุคสมัย Fiat Money เริ่มต้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ่งที่สำคัญคือเงินของรัฐบาล รัฐมีหน้าที่ผลิตหน่วยของเงินเเทนที่ทองคำ (คือทำให้สะดวกเฉยๆ) เเละมีความเสี่ยงที่มีการผลิตอุปทานของเงินได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เงินเฟ้อ (ซึ่งเป็นการทำลายการเก็บออมของคนที่ใช้เงินนั้น เหมือนตัวอย่าง ชาวเกาะเเยป)

สงครามโลก สงครามทุกสงครามจริงๆเเล้ว ควรจบอย่างรวดเร็ว เพราะต้นทุนสูงมาก รัฐบาลจะกระทำสงครามนั้น สามารถทำได้อย่างเดียวคือ การขึ้นภาษี เเต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ยื้อเยื้อยาวถึง 4 ปี เนื่องจากมีการผลิตเงินในการทำสงคราม

ระยะเริ่มต้นประชาชนอาจจะเห็นด้วยกับการทำสงคราม เเต่ผ่านนานวัน ประชาชนต้องคิดเเล้วว่าสงครามไม่ได้มีประโยชน์กับตัวเอง สงคารมที่รบนานถึง 4 ปี เพราะมีการพิมพ์เงิน

ลดมูลค่าเงินตัวเอง จนสุดท้าย อเมริกา ได้สนับสนุนกำลังทรัพย์ จนสงครามมีฝ่ายชนะ ถ้าตรวจสอบดูจะพบว่ามูลค่าเงินของประเทศทำสงคราม ลดลงอย่างมากมายมหาศาล

ที่มา https://www.sciencedirect.com/

หลังจากจบสงครามโลก รัฐบาลต้องเผชิญกับความยากลำบากว่าจะเลือกกลับเข้าสู่
มาตรฐานทองคำ เเละยอมรับมูลค่าของเงินในประเทศตัวเองที่ลดลง
อาจส่งผลให้ประชาชนมีความต้องการถือทองคำมากกว่า

เเต่การผูกขาดของธนาคารกลางเเละการจำกัดสิทธิ์ในการเป็นเข้าของทองคำ
บังคับห้ามถอนทองคำ ทำให้ประชาชนต้องถือเงินรัฐบาลต่อไป

เบรตตันวูดส์
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของโลก จากการชนะสงคราม มีการประชุมเบรตตันวูดส์ เเละได้มีการก่อตั้งกองทุนระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF)

อเมริกาทำหน้าที่ประสานงานระหว่างธนาคารทั่วโลกเเละประเทศสมาชิก ให้มีการโอนย้ายทองคำมารวมที่สหรฐอเมริกา เเละให้สิทธิ์อเมริกาชำระบัญชีโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายทองคำอีกต่อไป ให้เงินดอลล่าร์กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก

หลีงจากนั้นเงินสำรองของประเทศทั่วโลก สำรองด้วยเงินดอลล่าร์เเทน
ทำให้อเมริกามีอำนาจสิทธิพิเศษในการเป็นผู้ผลิตเงิน (Seiniorage)

เมื่อรัฐบาลต่างๆในโลกมีอำนาจในการผลิตเงิน โครงการรัฐสวัสดิการ จึงมีตามมาอย่างมากมาย เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร เรียนฟรี สุขภาพ

(มันไม่มีของฟรีในโลกนะ ต้องมีคนจ่าย คือการที่ทุกคนที่ถือเงินรัฐบาลเป็นผู้จ่าย) ทำให้ประชาชนพึ่งพารัฐบาลมากขึ้น รัฐบาลตัวใหญ่ขึ้น มีอำนาจในการจัดการเเละเเทรกเเซงตลาดมากขึ้น

ระบบ Fiat money เต็มตัว
ปี 1971 เมื่อมีประเทศต่างๆเริ่มไม่เเน่ใจกับสกุลเงินดอลล่าร์ เริ่มมีการทยอยถอนทองคำออกมาจากอเมริกาเรื่อยๆ ทำให้ทองคำในคลังของอเมริกาเริ่มน้อยลง

ในยุคประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศฟ้าผ่า (nixon shock ) ยุติการเเปลงดอลล่าร์เป็นทองคำ ยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำ เข้าสู่ยุคระบบเงินที่ขึ้นอยู่กับระบบหนี้เเละการเชื่อใจเเทน

เเต่ระบบนี้ทำให้มีสกุลเงินของประเทศต่างๆ เป็นสื่อกลางการใช้จ่ายมากกว่าเพียงสื่อกลางเดียว เกิดอัตราเเลกเปลี่ยนสกุลเงิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเเลกเปลี่ยน เป็นต้นทุนของเงินที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเกิดขึ้น

ระบบเศรษฐกิจของโลกตอนนี้ตั้งอยู่บนเงินที่ออกโดยรัฐบาล ปัญหาคือการพิมพ์เงินขึ้นอยู่กับความยับยั้งชั่งใจของผู้มีอำนาจ

เเละสามารถมีอำนาจในการพิมพ์เงินไม่จำกัด

ที่มา https://ycharts.com/indicators/us_m2_money_supply

การควบคุมเงินของรัฐบาลสามารถทำได้โดยทันที หน้าที่ของเงินคือการเเลกเปลี่ยน กลายเป็นเครื่องมือควบคุมจากรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีสิทธิ์ทันทีที่จะ ยึด เงินของเราได้ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับเเนวทางรัฐบาล

(เงินที่มาด้วยความสะดวกสบาย เเลกกับการมอบสิทธิ์ให้รัฐบาลด้วย)

เมื่อก่อนเราเคยเข้าใจว่าเงินก็ต้องเป็นเงินที่รัฐบาลผลิตมาให้เราใช้สิ หลังจากอ่านหนังสือนี้ ทำให้รู้ว่าเราอยู่ยุคเงินรัฐบาลเเบบเต็มตัวเมื่อไม่นานมานี้เอง เเละมีข้อดี เเละข้อเสีย ให้พิจารณากัน
ซึ่ง Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเเก้ปัญหาของ เงินที่ถูกรัฐบาลควบคุม เเละ ทำให้เกิดเงินเฟ้อในปัจจุบัน

เราสรุป Part ของเงินจากหนังสือ The Bitcoin Standard ไว้ก่อน ส่วน Part อื่นๆที่ Bitcoin มาเเก้ปัญหา เราจะมาสรุปให้เพิ่มคราวหน้าเพิ่มเติมนะครับผมมม

Leave a comment