ส่วนที่ 1 สองระบบ
บทที่ 1
สมองนั้นสามารถเเบ่งได้เป็น 2 ระบบ
- ระบบแบบอัตโนมัติ เป็นระบบที่ใช้พลังงานไม่มาก ตัดสินใจโดยใช้ความจำ ประสบการณ์ เเละความเชี่ยวชาญ หรืออาจจะมี สัญชาตญาณ ซึ่งคนเรานั้นจะใช้สมองส่วนนี้เป็นหลัก
- การขับรถ (ถนนโล่งๆ)
- ได้ยินเสียงเเล้วหันไปที่ต้นกำเนิดเสียง
- 2+2 เป็นเท่าไหร่
หรือให้นึกถึง ปารีส เราก็จะนึกทันทีว่าเป็นชื่อเมืองหลวง
ซึ่งสมองระบบนี้จะตอบสนองโดยทันที ไม่ก็คำง่ายๆ
หรือ การเจอคนในชีวตประจำวัน
เช่น เห็นคนหน้าคิ้วขมวด กัดกราม สมองของเราจะตัดสินอัตโนมัติว่า
ต่อไปอาจจะมีพูดคำหยาบ เเละจะต้องรู้สึกระวังมากขึ้น
ในที่นี้ขอเรียกว่า ระบบ 1
2.ระบบที่ใช้ความพยายาม
ยกตัวอย่างง่ายๆ
23×58
เราไม่สามารถที่จะใช้ ระบบ 1 ได้ สมองจะใช้ความพยายามในการคิดมากขึ้น
ระบบ 1 ไม่สามารถหาคำตอบได้ ต้องอาศัยความตั้งใจ เช่น
- การมองหาคนที่ใส่หมวกสีแดง
- การเปรียบเทียบของลดราคา
- การบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองเสียงประหลาด
หรือเรียกว่าการให้ความสนใจ หรือ จดจ่อ (pay Attention) การคิดเเบบจดจ่อ ทำให้เราไม่สามารถจะทำกิจกรรมที่ต้องทำพร้อมกันได้
เช่น ถ้านั่งคิดเลขจากโจทย์ด้านบน จะไม่สามารถที่จะต้องตั้งใจหาญาติเรา
ที่จะต้องไปรับที่สถานีรถไฟ
ขอเรียกว่า ระบบ 2
หรือทดสอบดูว่าของการทำงานทั้ง 2 ระบบ
ให้บอกจากซ้ายไปขวาไล่ลงด้านล่างว่า
คำไหนเป็นตัวอักษรเเบบปกติ เเละ คำไหนเป็นอักษรเเบบหนา
หนา
ปกติ
หนา
ปกติ
ปกติ
ปกติ
หนา
หนา
หลังจากที่ทำจะรู้สึกมีความขัดเเย้งกันเเละใช้เวลาในการประมวลผล
เพราะถ้าเราไม่คิดเราจะรู้สึกใช้ระบบ 1 ในการตอบของความหมายของคำเเทน
บทที่ 2
ระบบ 2 ถ้าเปรียบในหนัง จะเป็นเพียงพระรอง เพราะระบบ 1 ของคนเราจะเป็นระบบหลักในการทำงาน เมื่อมีความซับซ้อน ที่ไม่ใช่ความเคยชิน ถึงเริ่มปรับเป็นระบบ 2
รูม่านตากับระบบ 2
มีการทดลองที่ทำให้รู้ว่า รูม่านตาของเรา สอดคล้องกับ การใช้สมองในการเเก้ปัญหายิ่งยาก
รูม่านตาของเราจะขยายใหญ่มากตาม
การทดลอง
โดยมีการทดลองมีเลข 4 ตัว เเละให้บวก 1 เพิ่มก่อนตอบ เช่น
4895
จะต้องตอบเป็น 5906 เป็นต้น
ซึ่งจากการทดลองยิ่งสมองใช้งานมากขึ้น
ตามปกติเเล้วสมองของเราจะพยายามที่ใช้พลังงานให้น้อย เเละเมื่อเรามีทักษะมากขึ้น สมองของเราก็จะใช้พลังงานน้อยลง เข้าโหมดของ ระบบ 1
บทที่ 3
สมองจะมีอัตราความเร็ว ของมันเอง โดยเมื่อคุณเดินเป็นความเร็วปกติ
คุณจะสามารถใช้ความคิดได้ระหว่างเดิน
เเต่เมื่อต้องใช้สมองในการเเก้ไขโจทย์ซับซ้อน ในเวลากำหนด
อาจจะต้องหยุดเดินหรือนั่งเพื่อเเก้ปัญหานั้นๆ
เเละเมื่อเราเดินเร็วขึ้นการที่จะคิดไปด้วยนั้น เมื่อร่างกายเเย่งพลังงานในการใช้สมอง
ทำให้การคิดระหว่างที่เดินเร็วนั้นยากขึ้น
ภาวะลื่นไหล (Flow)
คือภาวะที่สมองจดจ่อโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม จนลืมเวลา
เเต่เมื่อสมองจดจ่อกับการใช้ความคิดจะทำให้เรา การควบคุมตัวเองลดน้อยลง
หรือความมุ่งมั้นที่น้อยลง (ego depletion) เช่น ใช้เงินเเบบไม่คิด หรือเริ่มไม่ควบคุมอาหาร
ภาวะที่สมองทำงานหนักมากขึ้น จากการทดลอง สมองจะมีความต้องการ กลูโคสมากขึ้น
ระบบ 1 จะมีความหุนหันมากกว่า ระบบ 2 จะมีความคิด เเละเหตุผล
คนที่สามารถใช้ระบบ 2 ได้ดีกว่ามีโอกาสที่จะควบคุมอารมณ์ เเละยั้งคิดได้กว่า
เเละเมื่อเราใช้สมองเเบบระบบ 1 คำถามบางคำถามเราอาจจะตอบเเบบเข้าใจไปเองว่าถูก
จากหนังสือยกตัวอย่างเช่น
กุหลาบทุกชนิดเป็นดอกไม้
ดอกไม้บางชนิดโรยราอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นกุหลาบบางชนิดโรยราอย่างรวดเร็ว
มองเผินๆอาจจะถูกต้อง เเต่จริงๆกุหลาบสามารถที่จะไม่โรยราเลย หรือโรยราทั้งหมดก็ได้
ถ้าเราใช้ระบบ 1 อาจจะตอบว่าถูกต้อง เเต่ถ้าพิจารณาโดยใช้ระบบ 2 ก็มีโอกาสตอบถูก
บทที่ 4
การปูพื้นความคิด
สมองคนเราสามารถถูกชักจูงได้ เช่น
”กล้วย” “อาเจียน”
การอ่านคำว่า กล้วย หรือ อาเจียน สมองของเราจะมีความรู้สึกที่ตอบสนองทันที
บางคนอาจจะรู้สึกว่า กล้วยนั้นทำให้อาเจียนเเละรู้สึกพะอืดพะอมโดยไม่รู้ตัว
การทำงานของสมองของเราจะกระตุ้นทุกส่วน เช่น ความทรงจำ ความรู้สึก การตอบสนอง
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่สมองรับรู้คำ ร่างการของเราจะตอบสนองด้วย
อีกหนึ่งการทดลองที่น่าสนใจคือ
ถ้าเราได้ยินคำว่า
Eat มาก่อน
ให้เติมคำ
so_p
มีแนวโน้มอย่างมากที่จะตอบว่า soup มากกว่า soap
รวมถึงคำอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกิน
การทดลองฟรอริดา
ให้นักศึกษา เเต่งประโยคจากคำ 4 คำ
โดยเเต่ละกลุ่มได้คำต่างๆกันไปเเต่มีกลุ่มนึงได้คำตามนี้
“เหี่ยวย่น หลงลืม ศรีษะล้าน สีเทา”
หลังจากให้เเต่งประโยคด้วยคำด้านบน
เเละให้นักศึกษาเดินไปพัก ซึ่งนักวิจัยได้จับเวลาการเดิน
ของกลุ่มที่ได้คำด้านบน
ปรากฎว่ามีการเดินที่ช้ากว่ากลุ่มที่ได้รับคำอื่นๆ
ซึ่งจากด้านบนไม่มีคำว่า คนแก่ เลย
หรือทางกลับกันการทดลองให้เดิน 30 ก้าว ใน 1 นาที ซึ่งเป็นการเดินที่ช้ากว่าปกติ 1/3
ที่นักวิจัยได้เก็บข้อมูล กลุ่มนี้จะมีเเนวโน้มคิดคำเกี่ยวกับ คนเเก่ ได้มากเป็นพิเศษ
จากการทดลองทำให้ทราบได้ว่าสมองเราสามารถจะปูพื้นความคิดได้
ถ้าอยากยิ้มให้เห็นคำว่าร่าเริง
หรือถ้าเราทำปากยิ้ม ก็จะมีผลให้เรารู้สึกร่าเริงเช่นกัน
บทที่ 5
ความง่ายในการคิด
สมองเมื่อมีความทรงจำ ประสบการณ์ ปูพื้นความคิดจะเกิดความสบายใจ
มีเเนวโน้มที่จะคิดเเบบผิวๆ เเละใช้สัญชาตญาณ
ภาพลวงตา
สามารถเกิดในการะบวนการคิดได้ ตัวอย่าง มีชื่อตามนี้
โมนิกา กิลเบิร์ก ทิรานา ชานา
ชื่อพวกนี้เราคงเพิ่งเคยได้ยินครั้งเเรก วันนึง มีการรวบรวมชื่อบุคคลที่ชื่อเสียงในระดับท้ายเเถว เเละมีชื่อใหม่ๆ เช่น ชื่อ ชานา เราจะมีเเนวโน้มที่ให้ ชานา เป็นบุคคลทีชื่อเสียง
ซึ่งสิ่งนี้เกิดจาก “ความคุ้นเคย” เราจะคิดเเบบง่ายมากขึ้น
เมื่อเราเคยเจอ คำ หรือ ชื่อที่เคยเห็นมาก่อน เเม้จะเห็นเพียงครั้งเดียว
วิธีที่สร้างความง่ายในการคิด
ต้องทำให้รู้สึกว่าอ่านง่าย เช่น
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เกิดปี 1892
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เกิดปี 1887
จากการทดลองผู้คนเชื่อในประโยคเเรกว่าเป็นจริงมากกว่า
ทั้งที่จริงๆเเล้วเกิดปี 1889
หรือคำที่มีความคล้องจองก็จะช่วยให้เกิดความคุ้นเคยได้อีกการทดลอง
ให้ประเมินบริษัทที่สมมุติขึ้นมา
โดยบริษัทเเรกออกเสียงง่ายๆ
เช่น อาเทน อีกบริษัท ชื่อ อาทาฮุท
ผู้คนมีเเนวโน้มที่จะประเมินบริษัทที่ออกเสียงง่ายดีกว่าอีกบริษัท
ถ้าให้คนเริ่มที่จะขมวดคิ้วที่กล่าวไว้ตอนเเรก มีเเนวโน้มที่จะใช้ระบบ 2 ที่ต้องพยายามในการคิด
เช่น การทดลองให้มีคำถามเหมือนกัน เเต่พิมพ์ในกระดาษที่ชัด เเละ ม่ชัด
“หากเครื่องจักร 5 เครื่องใช้เวลา 5 นาทีในการผลิตสินค้า 5 ชิ้น เเล้วเครื่องจักร 100 เครื่องใช้เวลาเท่าไหร่ในการผลิต 100 ชิ้น”
สรุปการทดลองจากกลุ่มพิมพ์ในการะดาษที่ไม่ชัด ตอบถูก มากกว่า กลุ่มที่พิมพ์ในกระดาษชัด
Mere exposure effect
การเห็นซ้ำๆ เป็นการตอกย้ำให้เราเกิดความง่ายในการคิด
การทดลองมีการประกาศคำในหนังสือพิพ์มหาลัย เป็น ภาษาตุรกี
เช่น คาดีร์กา ซาริซิก นัมโซมา เป็นต้น
โดยลงเป็นความถี่ที่ไม่เท่ากัน หลังจากลงประกาศสิ้นสุดลง
ให้นักศึกษาคิดว่าศัพท์เเต่ละคำมีความหมาย ดี หรือ ร้าย
ผลปรากฎว่าคำที่เห็นบ่อยมีเเนวโน้มให้ความหมายที่ดีมากกว่า
บทที่ 6
ประเมินความปกติ
ความประหลาดใจเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของสมองเเต่การเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆในเหตุการณ์หนึ่งๆ
ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจน้อยลง
เช่น เมื่อเราไปเที่ยวต่างประเทศ เเละเราได้เจอเพื่อนที่สนิท ที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก 10 ปี
เราจะรู้สึกประหลาดใจมาก ถูกต้องมั้ยครับ ว่าบังเอิญมากๆ
ผ่านไป 2 สัปดาห์ เราได้เจอเพื่อนอีกครั้งในโรงหนังนั่งติดกันเลย ความประหลาดของเราจะน้อยกว่าครั้งเเรกมาก ทั้งๆที่มันมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมาเจออีกครั้งเเละนั่งติดกัน
ทฤษฎีความปกติ
เมื่อเราเจอเหตุการณ์หนึ่งๆ ถ้าเกิดซ้ำอีกครั้งเราจะรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล
เช่น วัหนึ่งขับรถบนถนนเส้นนึง เเล้วเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ เเละอีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมา
เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อีกครั้ง เราจะรู้สึกประหลาดใจน้อยลง
เมื่อทุกครั้งที่ผ่านถนนเส้นนี้เราจะรู้สึกว่ามันเป็นถนน “ไฟไหม้” สำหรับเราทันที
หรือคำถามที่ว่า
โมเสสพาขึ้นเรือชนิดละกี่ตัว
น่าจะตอบกันได้นะครับว่าเท่าไหร่ เเต่มันผิด!
โนอาร์ต่างหากที่เป็นคนพาสัตว์ขึ้นเรือ
ที่เรารู้สึกโดยหลอกเพราะเราเชื่อมโยงความปกติของโมเสสเเละโนอาร์คือคนในตำนานเหมือนกัน
เเต่เมื่อเปลี่ยนเป็น อีลอนมัส เราจัะรู้สึกว่ามันผิดเเต่เเรกทันที
มองเห็นเหตุผลเเละเจตนา
เรามีความสามารถระบุหาเหตุผลเเละเจตนามาโดยกำเนิด
ยกตัวอย่าง
“หลังจากใช้เวลาทั้งวันไปกับการชื่นชมสิ่งสวยงาม ตามท้องถนน
ที่เต็มไปด้วยฝูงชนของนครนิวยอร์ก
เจนพบว่ากระเป๋าเงินของเธอหายไป”
เมื่ออ่านจบให้ทำการทดสอบเพื่อตรวจสอบว่าสามารถจำเรื่องราวได้มากเเค่ไหน
ผู้เข้าทดสอบมีเเนวโน้มที่จะจำคำว่า ล้วงกระเป๋ามากกว่าสิ่งสวยงาม
ความเชื่อมโยงเเละหาเหตุผลทำให้การที่กระเป๋าเงินหายนั้น
ส่งผลให้นึกถึงสาเหตุต่างๆมากมาย ว่าโดยโจรขโมยมั้ย หรือทำหล่นหาย
ซึ่งสมองเราหาคำอธิบายเพื่อเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์
ส่วนอีกตัวอย่างที่มีการทดลองเป็น วีดีโอมี
สามเหลี่ยมขนาดใหญ่
สามเหลี่ยมขนาดเล็ก
วงกลม
อยู่ในพื้นที่คล้ายๆแผงผังบ้าน โดยเนื้อเรื่องสามเหลี่ยมใหญ่ เหมือนจะ พยายามระราน สามเหลี่ยมเล็กเเละวงกลม เเต่สามเหลี่ยมเล็กเเละวงกลมร่วมใจกันเอาชนะสามเหลี่ยมใหญ่ได้
จากการทดลอง สมองของเรากระตือรือร้นที่จะระบุตัวละคร ให้รูปทรงที่กระทำการ เหมือนจะ ต่างๆ ให้มีคนดี คนร้ายเองอัตโนมัติ
สิ่งพวกนี้เกิดในสมองเรา เเสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถในการระบุเจตนามาโดยกำเนิด
บทที่ 7
การด่วนสรุป
A I3 C 12 I3 14
จากกด้านบนเขียนว่ายังไง
ทุกคนน่าจะอ่าน A B C และ 12 13 14
แต่สามารถ อ่านเป็น A 13 C และ 12 B 14
ทำไมเราไม่อ่านแบบนั้น?
เพราะบริบทรอบข้างเป็นแบบนั้น
มันมีความกำกวม เเต่สมองจะด่วนสรุปจากบริบท
สมองระบบ 1 ของเราจะคาดเดาจากประสบการณ์เเละบริบทรอบตัว
ในการตีความสิ่งที่มีความกำกวม
เช่น ความทรงจำของเรา ตอนเด็กๆเราคงท่อง A B C อยู่เเล้ว
เราคงไม่ท่อง A 13 C
อคติจากความเชื่อเเละยืนยันความเชื่อ
การพยายามเชื่อในตอนแรกเป็นหน้าที่ของระบบ 1
แม้ข้อความที่ไม่มีสาระก็สามารถกระตุ้นเราเชื่อในตอนแรกได้
เช่น
“ปลากินลูกกวาด”
เมื่ออ่านข้อความนี้เราน่าจะมีภาพอะไรในหัว สมองของเราพยายามจะหาความเชื่อมโยง
เพื่อให้ข้อความข้างต้นสมเหตุสมผล
อีกหนึ่งการทดลอง ทำให้รู้ว่าเมื่อมีความเหนื่อยล้า สมองของเรามีเเนวโน้มพร้อมจะเชื่อแทบทุกอย่าง
ให้ผู้ทดลองต้องจำตัวเลขหลายหลักเเละต้องดูข้อความที่ ปรากฎขึ้น
หลังจากนั้นจะมีคำว่า
จริงหรือเท็จ
ปรากฎตามมาภายหลังเพียงคำเดียว
ผลสรุปว่าผู้ทดลองมีเเนวโน้มที่จะเชื่อข้อความที่เป็นเท็จ เพราะสมองระบบ 2 ของเรายุ่งเเละเหนื่อยล้ากับการต้องจำตัวเลขก่อน
Confirmation Bias
การทำงานของความทรงจำเชื่องโยงไปสู่อคติที่เกิดจากการมองหาสิ่งยืนยันความเชื่อ
เช่น คำถามว่า
“แซมเป็นมิตรใช่มั้ย”
เราจะนึกถึงพฤติกรรมต่างๆได้มากกว่าถามว่า
”แซมไม่ค่อยเป็นมิตรใช่มั้ย”
สมองของเราจะจดจ่อกับการหาสิ่งยืนยัน เเละสอดคล้องกับความเชื่อตัวเอง
Halo Effect
ถ้าเรามีเเนวโน้มที่จะชอบคนนึง ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ น้ำเสียง ความอ่อนน้อม เรามีความเป็นไปได้ที่จะมองเค้าในเเง่ดีเกินความจริง
มีตัวอย่างการทดลอง
อลัน : ฉลาด ขยันขันแข็ง หุนหัน ชอบวิจารณ์ ดื้อรั้น ขี้อิจฉา
เบน : ขี้อิจฉา ดื้อรั้น ชอบวิจารณ์ หุนหัน ขยันขันแข็ง ฉลาด
คนส่วนใหญ่จะมองว่าอลันในเเง่ดีกว่าเบน
การเรียงลำดับจึงสำคัญ
เพราะเราจะแปลความหมายจากเเรกไปอันดับรองลงมา
ทำให้ความประทับใจเเรกเป็นสิ่งสำคัญ
WYSIATI (What you see is all there is)
“สิ่งที่เราเห็นคือทั้งหมดที่เป็น”
สมองระบบ 1 ของเราจะชอบด่วนสรุปและอ้างอิงกับความจำที่เรามี
การทดลองให้ผู้ทดลองได้ฟังความจากทนายที่มีหลักฐานเพียงฝั่งเดียว
กลุ่มที่ได้เห็นหลักฐานฝั่งเดียวมั่นใจการตัดสินใจมากกว่ากลุ่มที่ได้ฟังจากทั้งสองฝั่ง
ผลมาจากความสอดคล้องของเรื่องราว ที่พวกเขาสามารถปะติดปะต่อขึ้นจากข้อมูลที่มี
ปัจจัยที่สำคัญ คือ
“ความสอดคล้องของข้อมูล ไม่ใช่ความสมบูรณ์ของข้อมูล”
บทที่ 8
การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างไร
สมองของเราจะมีการ “ประเมินขั้นพื้นฐาน” ว่าคนที่เราเจอมีลักษณะเป็นอย่างไร
เช่น ดูมีอำนาจ ยิ้มแย้ม ความน่าเชื่อถือ
มีการทดลองที่ให้ ผู้ทดลองดูภาพใบหน้าหาเสียงของผู้สมัครเลือกตั้ง ผลปรากฎว่ามีความใกล้เคียงกับผู้ที่ถูกเลือกตั้งจริงๆจากประเทศที่ได้รับเลือกจริง
การเปรียบเทียบความเข้มข้น
สมองระบบ 1 ของเราสามารถเปรียบความเข้มข้นกับในบริบทที่ต่างกันได้
เช่น อาชญากกรมที่มีความรุนเเรง
ฆาตกกรรมจะมีความเข้มกว่าการลักขโมยของ
หรืออีกตัวอย่างคือ
จูลี่อ่านหนังสือได้คล่องตอนอายุ 4 ปี
เราสามารถที่จะเปรียบเทียบความเข้มข้นได้เป็น
เงินเดือนเท่าไหร่ความจะเปรียบเทียบได้กับความสามารถมากจูลี่
หรือ เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับความสามารถ
ซึ่งถ้าวัดด้วยความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เเต่สมองระบบ 1 ของเราสามารถที่จะเปรียบเทียบได้
การคิดเเบบเหวี่ยงแห
การทดลองเมื่อได้ยินเสียงคล้องจองกันให้กดปุ่มให้เร็วที่สุด
VOTE-NOTE
VOTE-GOAT
เราสามารถเห็นความเเตกต่างได้ชัดเจนว่า vote กับ note ใกล้เคียงกว่า
แต่การทดลองผู้เข้าทดลองจะได้ยินเพียงเสียงของคำ กลับไม่เป็นอย่างนั้น
ในมุมผู้ทดลองจะมีการเปรียบเทียบเสียงของตัวสะกด
เเทนที่คำสั่งคือการฟังเเค่เสียงคล้องจอง
หรืออีกการทดลอง ให้กดปุ่มเร็วที่สุดว่าประโยคไหนเป็นจริงหรือเป็นเท็จ
some roads are snakes (ถนนบางเส้นเป็นงู)
some jobs are snakes (งานบางงานเป็นงู)
some jobs are jails (งานบางงานเป็นคุก)
ทั้งสามประโยคเป็นเท็จเเต่จากการทดลอง ผู้ทดลองมีการตอบสนองต่อประโยคต่างกัน
เช่น ประโยค 1 กับ 3 เป็นจริงในเชิงเปรียบเทียบ ทำให้เราใช้เวลาในการคิดมาก
เพราะสมองเราคิดเเบบเหวี่ยงแห
บทที่ 9
ตอบคำถามที่ง่ายกว่า
เรามักจะมีคำตอบกับคำถามที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องเเท้ โดยใช้หลักฐานที่เราไม่สามารถอธิบายได้
การแทนที่คำถาม
ระบบ 1 ของเราเมื่อมีคำถามมา มันจะพยายามเชื่อมโยง หาคำตอบที่เป็นไปได้เเละง่ายที่สุด โดยการแทนที่คำถามให้ง่าย
เช่น ”คุณมีความสุขกับชีวิตของคุณมากน้อยเพียงใด”
เจอคำถามนี้เราจะคิดนานขึ้นจนสมองอาจจะขอเปลี่ยนคำถามเป็น
”ตอนนี้ฉันรู้สึกยังไง”
ทางลัดความคิดของอารมณ์
ตัวอย่างการแทนที่คำถามที่มีการทดลองเก็บตัวอย่าง
1.คุณมีความสุขมากแค่ไหนในตอนนี้
2.คุณออกเดตกี่ครั้งในเดือนที่แล้ว
นักวิจัยต้องการศึกษาความเชื่อมโยงของคำตอบว่า
ถ้าออกเดตบ่อย
จะมีความสุขมากกว่าหรือไม่
ผลปรากฎว่าไม่มีความเชื่อมโยงกันเลยของคำตอบ ผู้ถูกถามจะไม่นึกถึงการออกเดตเลยในสิ่งเเรกที่ได้ยินคำถามนี้
กลับกันถามว่า
1.คุณออกเดตกี่ครั้งในเดือนที่แล้ว
2.คุณมีความสุขมากแค่ไหนในตอนนี้
ผลเเตกต่างไปสิ้นเชิง ความเชื่อมของจำนวนการเดตเริ่มสอดคล้องกัน
การที่เราถูกถามเรื่องความสุขตอนนี้ จะใช้เวลาในการพิจารณามากกว่า เเต่เมื่อถามกับออกเดตก่อนเรามีคำตอบกับการเชื่อมโยงอยู่เเล้ว


Leave a comment