ผมเชื่อว่าทุกคนรู้จักคำว่า “เงินเฟ้อ” กันดีอยู่แล้ว
ซึ่งมีความเสี่ยงมี 2 แบบ
1. ความเสี่ยงปกติ (Linear Risk)
2. ความเสี่ยงสุดขั้ว (Tail Risk / Black Swan)
เคยคิดมั้ยครับว่า ถ้าวันนึงเกิดเงินเฟ้อรุนแรงระดับวิกฤต จะทำยังไง
ในมุมมองผม Bitcoin คือคู่ตรงข้ามของเงินเฟ้อ
เพราะมันคือของที่มีจำกัด (Scarcity)
เป็น “Anti-Fragile” (ยิ่งโดนทุบ ยิ่งแกร่ง)
ผมเลยลองเอา Barbell Strategy ของ Nassim Taleb
มาทดลองใส่ตัวเลขหลักการง่ายๆ
คือ
95% ของพอร์ตคุณอยู่ในสินทรัพย์ปกติ
5% อยู่ในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อของระบบ
-เงินเฟ้อแบบปกติ Bitcoin 5% ไม่มีผลมาก
-เงินเฟ้อวิกฤตมาก Bitcoin 5% อาจกลายเป็นตัวแบกทั้งพอร์ต
เเต่ถ้า Bitcoin ไม่รอดเงินในพอร์ตหลักเรา
ก็ไม่เสียหายเพราะเเค่ 5% ของ port
เเนะนำอาจเป็นเเนวทาง
สำหรับคนทั่วไปที่ไว้อาจ hedge กับ Port ของเราได้
ทดลองตัวอย่าง
ผมลองสมมติเรามีเงินเริ่มต้น 100,000 บาท
เคสที่ 1: เงินเฟ้อปกติ (7% ต่อปี)
ดอกเบี้ยปลอดภัยที่ 5% ต่อปี
ผ่านไป 10 ปี เงินจะโตเป็น 162,889 บาท
“อำนาจซื้อจริง” จะเหลือแค่ 82,804 บาท
ถ้า 5% ไปลง Bitcoin (สมมติโตเฉลี่ยปีละ 20%)
เงินพอร์ตรวมจะขยับไปที่ 185,703 บาท
อำนาจซื้อจริงอยู่ที่ 94,402 บาท
(โดยที่ 16.7% ของพอร์ตคุณ ได้รับการช่วยเหลือจากเงิน 5% ก้อนนี้)
ถ้า Bitcoin เหลือ 0
เงินเหลือ 154,744 บาทอยู่ดี

เคสที่ 2: วิกฤต Hyperinflation (ให้เงินเฟ้อรุนแรง 30% ต่อปี)
ดอกเบี้ยปลอดภัยที่ 5% ต่อปี
ผ่านไป 10 ปี เงินจะโตเป็น 162,889 บาท
อำนาจซื้อจริงจหลือแค่ 11,815 บาท! (เงินโตเเต่อำนาจซื้อน้อยลง)
ถ้า 5% ไปลง Bitcoin (สมมติโตเฉลี่ยปีละ100%)
พอร์ตคุณจะพุ่งไปที่ 5,274,744 บาท!
อำนาจซื้อจริง 382,620 บาท
97.1% ของพอร์ตคุณ จะถูกแบกไว้ด้วย Bitcoin เลย
(ช่วยอำนาจซื้อกลับมาได้)

สรุป
มันเหมือนการ “ซื้อประกันความเสี่ยง”
ให้กับเหตุการณ์ Black Swan ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเงินเฟ้อ
คือการออกแบบพอร์ต
ให้รอดจากเหตุการณ์ที่คุณ “ไม่สามารถคาดการณ์ได้”
ผมว่าตัวเลขที่ออกมาจาก Dashboard นี้
น่าจะช่วยเป็นแผนที่ให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นนะครับ
ทำให้รู้ว่าการมีสินทรัพย์ที่ช่วยต้าน “เงินเฟ้อ” เเค่ 5% ไม่ได้เสียหายอะไร
ขอบคุณครับ


Leave a comment