ในอนาคต Production แทบไม่ต้องใช้แรงงานมนุษย์และ AI ผลิตทุกอย่างได้เกือบฟรี โลกจะให้ค่ากับ “อะไร” แทน?

ถ้าในอนาคต AI มาเเเบบเต็มสูบ

AI ทำงานผลิต (Production) แทนเรา
อาหาร พลังงาน การขนส่ง การวิเคราะห์ข้อมูล
ราคาถูกลงจนเกือบฟรี (Abundance)

เเละอะไรคือ
“ของที่ยังมีคุณค่าอยู่”

ผมว่าสิ่งที่อยู่รอดได้ อาจไม่ใช่ผลผลิตแต่คือ
“สิ่งที่ขาดแคลนจริง ๆ (Scarcity)”

ผมไปอ่านบทความหนึ่ง อยากจะเเชร์ให้ฟัง น่าสนใจดี

“The Fracturing Trust in Capitalism: AI, Automation, and the Inevitable Rise of Bitcoin” โดย Jordi Visser

ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจพัง
แต่เพราะเศรษฐกิจ “ดีเกินไป…โดยไม่ต้องใช้คน”

1.ทุกอย่างกำลังสวนทางกัน

Jordi Visser เริ่มมาว่า
-GDP โตแรง
-กำไรบริษัทสูงสุดในประวัติศาสตร์
-ตลาดหุ้นขึ้นไม่หยุด

แต่ การจ้างงานแทบไม่เพิ่ม
อัตราว่างงานสูงขึ้น งานออฟฟิศเริ่มหายไปจริง ๆ

ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องย้อนแย้ง แต่มันคือเหตุและผล
ตลาดฉลองคำว่า “ประสิทธิภาพ”

แต่คนทำงานสัมผัสประสิทธิภาพนั้น
ในรูปแบบของ “การเลิกจ้าง”

แต่มันคือระบบที่กำลังประกาศชัด ๆ ว่า
“ความมั่งคั่ง ไม่จำเป็นต้องมีแรงงานมนุษย์แล้ว”

หรือง่ายๆในอนาคต production เกือบทั้งหมดเป็นของฟรี

2.The Original Bargain

ตลอด 10,000 ปีที่ผ่านมา
มนุษย์อยู่ภายใต้ข้อตกลงง่าย ๆ

คุณทำงาน → คุณได้ค่าแรง
ค่าแรง → การบริโภค
การบริโภค → การเติบโตของระบบ

ตั้งแต่ยุคเกษตร ยุคโรงงาน
จนถึงยุคออฟฟิศ ที่เราเติบโตมามันเป็นอย่างนี้มาตลอด

เทคโนโลยีเคยแย่ง “บางงาน”
แต่ก็สร้าง “งานใหม่” เสมอ

เกษตรกร → คนงานโรงงาน
โรงงาน → พนักงานออฟฟิศ

ข้อตกลงนี้ทำงานได้
เพราะ ระบบยังต้องการมนุษย์

แต่ AI อาจจะไม่เหมือนทุกอย่างก่อนหน้า

3.AI ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ “คู่แข่ง”

ปัญหาไม่ใช่แค่ AI ทำงานแทนคนได้ ในอนาคต
แต่คือ

AI คือแรงงานที่
– ไม่เหนื่อย
– ไม่หยุด
– ทำงาน 24 ชั่วโมง
– ฉลาดขึ้นทุก 6 เดือน
– ต้นทุนใกล้ศูนย์

ผมเคยคิดครับว่า
AI จะแทนที่งานทั้งหมดไหม?

ตามด้วย “ไม่หรอก งานใหม่ๆ จะเกิดขึ้นเสมอ
เหมือนกับการปฏิวัติเทคโนโลยีทุกครั้งนั่นแหละ”

เเต่ทาง
Jordi บอกว่า กรอบคิดแบบเดิมที่ว่า

“งานหาย เดี๋ยวงานใหม่ก็เกิด”
อาจใช้ไม่ได้กับรอบนี้

เพราะเราไม่เคยมี “คู่แข่ง” แบบนี้มาก่อน

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า
ต่อให้ขยัน เก่ง เรียนสูง
ก็เหมือนกำลังแข่งกับสิ่งที่ “ไม่มีเพดาน”

ทำงานตลอดเวลา และอัปเกรดเลเวลเร็วกว่ามนุษย์คนไหนจะเรียนทัน
คำสอนแบบ“ตั้งใจเรียน ทำงานหนัก เดี๋ยวก็รอด”

เริ่มใช้ไม่ได้จริง

ไม่ใช่เพราะคนไม่พยายาม
แต่เพราะ “กติกา” มันเปลี่ยน

4.อยู่รอดแบบไม่มีเงินเก็บ

ตอนที่คนส่วนใหญ่ “เปราะบางที่สุด”

สถิติทางการบอกว่าเศรษฐกิจดี
แต่บัญชีธนาคารของคนทั่วไปบอกอีกอย่าง

ราคาสินทรัพย์
วิ่งนำหน้าค่าจ้างมานานหลายสิบปี

“เงินเฟ้อในราคาสินทรัพย์” (หุ้น, อสังหาฯ, Bitcoin) วิ่งนำหน้า “การเติบโตของค่าจ้าง”
มานานหลายทศวรรษ

แล้ว AI ก็เข้ามา
ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่ “ไม่มีเงินเก็บ”

พอคนตกงาน
รัฐเก็บภาษีได้น้อย
ก็ต้องพิมพ์เงินเพื่อพยุงระบบ

เงินยิ่งเสื่อม
ค่าครองชีพยิ่งสูง
คนยิ่งจน

5.นี่คือวงจรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้ว Bitcoin มาเกี่ยวตรงไหน?

Bitcoin ไม่ได้มาฆ่าเทคโนโลยี
แต่ Bitcoin คือสิ่งที่ขาดเเคลน

Jordi มองว่า ในโลกที่

ทุกอย่าง “ผลิตเพิ่มได้”
แรงงาน “ล้นตลาด”

เงิน “ถูกพิมพ์เพื่อแก้ปัญหา”
สิ่งเดียวที่ทำหน้าที่เก็บมูลค่าได้

คือ “ความขาดแคลนที่lockด้วยคณิตศาสตร์”

“แรงงาน” ในโลกของความอุดมสมบูรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
และอุปทานแรงงานไม่จำกัด

Bitcoin จะถูกมองว่าเป็น

“absolute scarcity” ในโลกที่กำลังเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์จาก AI

การถือ Bitcoin ในบทความนี้เปรียบเสมือนการ “สร้างเรือโนอาห์”
ทางการเงิน เพื่อให้คุณรอดจากน้ำท่วม (ระบบเก่าพัง)

แต่เมื่อน้ำลดแล้ว คุณจะใช้ชีวิตอย่างไรบนแผ่นดินใหม่
นั่นคือโจทย์ของคุณ

สรุปในแบบของผม

ที่อ่านมาทั้งหมด
Jordi Visser

ในโลกที่AI และอุปทานแรงงานไม่จำกัด
คำถามสำคัญคือ

“เราจะเก็บคุณค่าไว้ตรงไหน

ในโลกที่แรงงานไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป”

และนั่นคือเหตุผล
การที่คุณถือ asset ที่ (Absolute Scarcity )
หรือ Bitcoin

เริ่มถูกพูดถึง ไม่ใช่ในฐานะกำไร
แต่ในฐานะ “โครงสร้างของโลกใหม่”

ขอบคุณครับ

Leave a comment