Scale Invariance คาดการณ์ Bitcoin จะมีมูลค่า 1,000,000$
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ถ้า Bitcoin โตตามกฎของ Power Law
Scale Invariance หรือ “ความไม่แปรเปลี่ยนตามมาตราส่วน”
เหมือนกับการขยาย รูปสามเหลี่ยม
แม้ขนาดจะใหญ่ขึ้นแต่สัดส่วนของด้านยังเหมือนเดิม
ในกรณีของ Bitcoin ราคาอาจเพิ่มจาก
1 → 10 ดอลลาร์ หรือจะจาก 10,000 → 100,000 ดอลลาร์
แม้ตัวเลขจะต่างกันมาก
แต่เทียบเป็นสัดส่วนมันเติบโตยังคงสัดส่วนเดิม
Scale Invariance มักพบในธรรมชาติ
เช่น
Fractals เเละSelf-Similarity รูปทรงที่เมื่อซูมเข้าไปจะเห็นรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ
เช่น กิ่งไม้ เกล็ดหิมะ ชายฝั่งทะเล
โครงสร้างของปอด การกระจายตัวของประชากรสิ่งมีชีวิต
การคาดการณ์ด้วย Scale Invariance
การคาดการณ์ของ Harold Christopher Burger จากรูปเมื่อปี 2019
หลักการ Scale Invariance
สอดคล้องกับจุดสีแดง (ข้อมูลราคาจริงใน 5 ปีต่อมา)
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าราคา Bitcoin เคลื่อนที่ไปตามกรอบ
ของกฎกำลังที่เขาได้คำนวณไว้
จากรูป
– สามเหลี่ยมสีฟ้าอ่อน คือการเติบโตของ Bitcoin ในช่วง 11 ปีแรก ถึงปี 2020
– สามเหลี่ยมสีเข้มที่ขยายต่อออกไป คือการเติบโตในช่วงปี 2020 จนถึง2024
หาก Bitcoin ยังคงรักษา “สัดส่วน” ของสามเหลี่ยมนี้ไว้ได้ต่อเนื่อง
มันจะใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปี
เพื่อไปถึงระดับราคา 1,000,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC
Bitcoin ได้โตตามสัดส่วน ประมาณ 9 Orders of Magnitude
จากราคา 0.001 ดอลลาร์ → 100,000 ดอลลาร์
หรือประมาณ 9 Orders of Magnitude
ซึ่ง Power Law Model
สามารถอธิบายพฤติกรรมได้
หากรูปแบบ Scale Invariance ยังคงอยู่
ระบบอาจขยายไปอีก 1–2 Orders of Magnitude ในอนาคต
Punctuated Equilibrium
คือการวิวัฒนการ เปลี่ยนแปลงน้อยมากเป็นเวลานาน
สลับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันเพียงช่วงสั้นๆ
ฟองสบู่ในบิตคอยน์ต่างๆ หรือ
การเข้ามาของ ETF มันหมายถึงวิวัฒนาการที่จะข้ามไปอีกขั้น
มันคือการทดสอบ
ถ้าไม่มีฟองสบู่ อาจจะไม่เกิด Network Effect ดึงคนเข้ามาในระบบ
เเละมันอาจจะไม่มีเเรงที่จะขยับขึ้นไปอีก Magnitude
จริงๆคือ “เหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้น” (Critical Events)
เพื่อให้ระบบมีเงินเพียงพอที่จะขยายสเกลต่อไปตามกฎ
– การสะสมของผู้ใช้งานรายย่อย = สร้างฐานที่แข็งแกร่ง
– การเข้ามาของทุนสถาบัน = การกระโดดข้าม Magnitude
ถ้าไม่มีการสะสมเล็กๆ มันจะไม่เกิดการระเบิดใหญ่ได้
ทฤษฎี Power Law สามารถถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้
หากเกิดเหตุการณ์เช่น
– ความชันของกราฟ Log-Log เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
– ระบบสูญเสียคุณสมบัติ Scale Invariance
– การเติบโตของเครือข่ายหยุดชะงัก
หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
โมเดล Power Law ก็อาจไม่สามารถอธิบาย Bitcoin ได้อีกต่อไป
สรุป
หากมอง Bitcoin ผ่านกรอบของ Power Law
มันเป็น” ระบบเครือข่ายที่กำลังโต”
เหมือนกับระบบในธรรมชาติ
จนถึงจุดหนึ่ง
เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ขึ้น ที่จำเป็นต้องเกิด
เหมือนกับกองทราย
ที่ค่อย ๆ ถูกเทเพิ่มทีละน้อย
จนถึงจุดหนึ่งเกิด sand avalanche
ไม่ใช่ความผิดปกติ
แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒนาการ
และหากเครือข่ายยังคงเติบโตต่อไป
สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงราคา
แต่คือ
– Hash Rate
– จำนวนผู้ใช้งาน
– ปริมาณธุรกรรม
– จำนวน Node
ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของ สุขภาพของระบบเครือข่าย
ขอบคุณครับ


Leave a comment