ล้างหนี้ยุคนี้ = “ละลายหนี้” ด้วยการพิมพ์เงิน

เงินคุณมูลค่าลดลงและคุณจ่ายหนี้ให้ระบบแบบเงียบ ๆ

ผมเพิ่งรู้ว่าในสมัยโบราณเคยมี “การปลดหนี้” จริง ๆ
คือ Debt Jubilee

แนวคิดนี้มีถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล (Leviticus 25) อย่างชัดเจน
และเป็นที่มาของคำว่า “Jubilee”

มีประเพณีโบราณในคัมภีร์ไบเบิลที่พูดถึงการ “รีเซ็ต” สังคม
หนี้บางส่วนได้รับการปลดปล่อย, ทาสได้อิสระ
และที่ดินถูกส่งคืนให้เจ้าของเดิม

หรือสมัยบาบิโลน
Edict of Ammisaduqa” (กฎหมายล้างหนี้ของกษัตริย์อัมมิซาดูกา)
เพื่อประกาศยกเลิกหนี้สิน (debt cancellation)

กลับมาที่
โลกปัจจุบัน “หนี้” มหาศาลมากๆๆๆๆ
มันจะมีการ reset ใหม่มั้ย เเละ ใครเจ็บ

สุดท้ายมันจะจบยังไง?

หนี้ในยุคโบราณโหดกับคนเป็นหนี้?

ยุคโบราณใช้ทองคำ
ในระบบเงินฝืดที่เงิน “มีค่าขึ้น” เมื่อเวลาผ่านไป (ของถูกลง)

คนถูกกระตุ้นให้
1. เก็บเงิน เพราะพรุ่งนี้ซื้อได้มากขึ้น
2. และ “ลงโทษคนเป็นหนี้” เพราะ

ก้อนหนี้เท่าเดิม → มูลค่าหนี้มากขึ้น

เเต่ส่วนมากจะเป็นหนี้ในการทำเกษตรกรรม ไม่ใช่เพื่อการบริโภค

แล้วทำไมระบบปัจจุบันต้องมี “ดอกเบี้ย”?

เพราะระบบวันนี้เป็นเงินกระดาษ (fiat) ที่ มูลค่าเสื่อมตามเงินเฟ้อ
ยืม 10,000 บาท วันนี้
อีก 5 ปี เงิน 10,000 เดิม “ยอดหนี้ลดลง”

เจ้าหนี้ต้องคิดดอกเบี้ย
เพื่อชดเชย “ค่าของเงินที่หายไป” ตามเวลา

ทำไมต้อง “ล้างหนี้”?

แวบแรกผมก็เคยคิดเหมือนกันว่า

“ถ้างั้นไปกู้หนี้สิ เดี๋ยวก็รีเซ็ต เริ่มใหม่”

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ
เพราะการล้างหนี้มักเกิดตอน วิกฤตหนักมาก

ไม่ใช่วาระประจำปี

ถ้าระบบปล่อยให้หนี้หนักจนคนจำนวนมากไม่มีทางคืน
สุดท้าย

– คนไม่มีแรงซื้อ
– ทรัพย์สินถูกยึด
– การแลกเปลี่ยนหยุด

แล้วระบบก็ “ไปต่อไม่ได้”

และคิดกลับกัน

ถ้าผมเป็นเจ้าหนี้ แล้วรู้ว่าจะมีการล้างหนี้แน่ ๆ
ผมก็ไม่อยากให้ยืมตั้งแต่แรกเหมือนกัน

ปัจจุบันคุณกำลังจ่ายหนี้ให้ระบบอยู่

วันนี้เราไม่เห็นรัฐประกาศ “ลบหนี้”เเล้ว

เพราะถ้าทำแบบนั้น ระบบพังทันที
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า คือ

“Jubilee แบบมองไม่เห็น = เงินเฟ้อ”

ตัวเลขหนี้อาจเท่าเดิม
แต่ “มูลค่าจริง” ของหนี้เล็กลง เพราะค่าเงินซื้อของได้น้อยลง

“Financial Repression”
ทำให้เกิดสภาพว่า

ดอกเบี้ยที่คนออมเงินได้ < เงินเฟ้อที่ของแพงขึ้น

ตัวอย่างง่าย ๆ

– เงินเฟ้อ 4% แต่ดอกเบี้ยเงินฝาก 1%
– เท่ากับคนฝากเงิน “ขาดทุนจริง” ประมาณ -3% ต่อปี แบบเงียบ ๆ

มันเหมือน “ภาษีแบบไม่ประกาศ” ต่อคนออมเงิน
และเป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนถือเงิน/พันธบัตร

ไปช่วยฝั่งลูกหนี้รายใหญ่ (โดยเฉพาะรัฐ) แบบค่อยเป็นค่อยไป

แล้วทำไมไม่ล้างหนี้ทีเดียวให้จบ แบบอดีต?

เพราะในโลกสมัยใหม่ “เจ้าหนี้” ไม่ใช่คนรวยไม่กี่คน
แต่มันคือเงินของคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบ เช่น

– กองทุนเกษียณ
– บริษัทประกัน
– กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ

พูดตรง ๆ คือ “ตัวประกัน” ในระบบเยอะมาก

ถ้าล้างทีเดียว คนที่เจ็บหนักอาจไม่ใช่แค่ธนาคาร
แต่คือ “คนเกษียณทั้งประเทศ” และระบบการเงินทั้งระบบ

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ “ล้าง”

แต่คือ “ละลาย” หนี้
ด้วยเวลาและเงินเฟ้อ (financial repression)

สรุป

สุดท้ายแล้วในประวัติศาสตร์เมื่อ “หนี้มันใหญ่มากกก”
ยังไงมันก็มักถึงจุดที่ต้อง “รีเซ็ต” ครั้งใหญ่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เเละตอนนี้คุณกำลังจ่ายหนี้ให้ระบบอยู่

“ถ้าคุณเก็บมูลค่าไว้ในสิ่งที่ละลายได้
คุณกำลังรับภาระของระบบโดยสมัครใจ”

การเริ่มทำความเข้าใจและสะสม Hard Assets (เช่น ทองคำ/Bitcoin)
ในสัดส่วนที่ “รับความเสี่ยงได้”

ถ้าไม่อยากโดน “ละลายมูลค่า” แบบไม่รู้ตัว
เพื่อที่คุณเลิกจ่ายภาระที่คุณไม่ได้สร้าง

ขอบคุณครับ

Leave a comment