คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า “วิกฤตการเงิน “
จะมาพร้อมกับป้ายเตือนตัวแดงๆ ว่า “อันตราย”
หรือการพังต่อหน้าทันที(Sudden Crash)
แต่ความน่ากลัวของรอบนี้คือ
มันมาในรูปแบบของ “ความปกติ” ครับ
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา (และเงินในกระเป๋าเรา)
ไม่ใช่การระเบิดตูมเดียวจบ
แต่มันคือ “Slow Compression” หรือ “การบีบคั้นอย่างช้าๆ”
ในขณะที่คุณยังรู้สึกว่าทำงานได้ เเต่เก็บเงินยากขึ้นนะ
ทุกคนต้องขยัน
ลองสังเกตปัจจุบันดูตอนนี้สิครับ
-บริการภาครัฐแย่ลง สวัสดิการเริ่มมีเงื่อนไข
-ต้นทุนแฝงสูงขึ้น ภาษีต่างๆ, ค่าธรรมเนียมใหม่ๆ, กฎระเบียบที่งอกเงยขึ้นมาเงียบๆ
-ทำงานหนักเท่าเดิม แต่เงินที่ได้กลับซื้อคุณภาพชีวิตแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
และประโยคคลาสสิคสุดที่ได้ยินบ่อยๆ:
“ดอลลาร์ไม่พังหรอก จะเป็นแบงค์กงเต็กได้ยังไง มั่วแล้ว”
เพราะมันแกร่ง ผ่านมาแล้วทั้งเงินเฟ้อปี 1970, Tech Bubble
ปี 2000 หรือแม้แต่โควิด
ใช่ครับ
มันอาจจะไม่ “พัง”
แต่มันใช้วิธี “ละลายมูลค่า” เพื่อเอาตัวรอด
“ภาพลวงตาของตัวเลข” (Nominal vs Real)
ถ้าเราใช้ดอลลาร์ (หรือเงินบาท) เป็นไม้บรรทัดวัด
หุ้น S&P 500 หรือราคาบ้าน ดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา เราเลยรู้สึกว่าเรารวยขึ้น
แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนไม้บรรทัด
ลองเอา “ทองคำ” หรือ “ปริมาณเงินที่ถูกพิมพ์เพิ่ม (M2)” มาวัดดูสิครับ
ความจริงคือเงินคุณไม่ได้มีค่าเพิ่มขึ้นจริงเลย
มันแค่ลอยตัวเพื่อหนีการเสื่อมค่าของเงินเท่านั้น
แปลว่าเราแค่ “วิ่งอยู่กับที่” ในขณะที่ต้องแบกความเสี่ยงมากขึ้น
และที่น่ากังวลที่สุดคือ “กับดักของสินทรัพย์ที่ปลอดภัย”
เราถูกสอนว่า อสังหาฯ คือความมั่นคง
แต่ในวันที่รัฐถังแตกและมีหนี้มหาศาล (Overloaded Debt)
สินทรัพย์ที่ “ขยับหนีไม่ได้” (Immobile) อย่างบ้านและที่ดิน
คือเป้าหมายที่ง่ายที่สุดในการถูกรีดภาษีและควบคุม
หรือเเม้กระทั่ง “ทองคำ”
คุณจะย้ายออกยังไงละ
สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ไม่ใช่การถามว่า “อดีตอะไรเคยปลอดภัย”แต่ต้องถามใหม่
1. Permissionless สินทรัพย์นี้ต้องรอใครอนุญาตให้เราใช้ไหม?
2. Mobility วันที่กฎเปลี่ยน เราย้ายมันข้ามพรมแดนได้ทันทีหรือเปล่า?
3. Absolute Scarcity มันมีจำกัดจริง หรือแค่ถูกเสกขึ้นมา?
นั่นคือเหตุผลที่ Bitcoin กลายเป็นทางออกของใครหลายคน
ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร
แต่เพราะต้องการ “Optionality” (ทางเลือก) ในการเก็บความมั่งคั่งไว้นอกระบบที่กำลังบีบคั้นเรา
ลองจับสัญญาณดูครับว่ามาหรือยัง
เตรียมตัวตอนที่ยัง “ดูเหมือนไม่จำเป็น”
ย่อมดีกว่ามารู้ตัวตอนที่ “จำเป็น” แล้วทำอะไรไม่ทันครับ
ขอบคุณครับ


Leave a comment