ผมเพิ่งฟังคลิปที่ Michael Saylor ให้สัมภาษณ์กับ Binance
Saylor บอกว่า Bitcoin มีพลังงานอยู่ในตัวมันอยู่เเล้ว
เค้าเเค่กลั่น หรือ สกัด เอาความผันผวนออก เพื่อใช้ประโยชน์ าก Bitcoin
เหมือนน้ำมันดิบที่ต้อง สกัด ก่อนเพื่อเข้าถึงคนทั่วไป
Saylor บอกว่าที่ผ่านมา Bitcoin โตเฉลี่ยราวปีละ 35%
แต่มาพร้อมความผันผวนราว 40–45% ต่อปี ซึ่งถือว่าแกว่งแรงมาก
เขาเปรียบว่ามันเหมือนเครื่องบินรบ
ไปได้แรง แต่คนนั่งต้องทนแรงเหวี่ยงให้ได้เป็น 10 ปี
แต่คน 99% อยากนั่งเครื่องบินโดยสาร วางกาแฟไว้บนโต๊ะ
ซึ่งเค้าได้ลดความผันผวนลง เป็น Digital Credit หรือ STRC
เงิน 3 ชั้น
ชั้น 1 Digital capital คือ Bitcoin ไว้เก็บมูลค่ายาวเป็น 10 ปี
ชั้น 2 Digital credit คือหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทที่ถือ Bitcoin จ่ายปันผลสม่ำเสมอ อย่าง STRC ที่ตอนนี้จ่ายปีละ 12%
ชั้น 3 Digital money คือเงินที่ผูกค่ากับดอลลาร์ ไว้ใช้จ่ายได้ทันที
Bitcoin เหมาะกับการถือ 10 ปี stablecoin เหมาะกับการใช้ใน 1 นาที
แล้วที่ยังขาดอยู่คือ “ตรงกลาง”
แล้วอะไรจะทำให้ Bitcoin โตต่อ
สินเชื่อธนาคาร
เหตุผลคือ เงินส่วนใหญ่อยู่ที่ธนาคาร
และธนาคารปล่อยสินเชื่อสร้างเงินใหม่ได้
สินทรัพย์ไหนที่ธนาคารยอมปล่อยกู้ให้ อย่างหุ้นหรืองานศิลปะ ความต้องการก็มากขึ้นตาม
เพราะงั้น ถ้าธนาคารเริ่มรับฝาก Bitcoin
และเอามันมาเป็นหลักประกันสินเชื่อเมื่อไหร่
ยิ่งธนาคารเอา Bitcoin มาทำสินเชื่อได้มากเท่าไหร่ Saylor
มองว่ามันก็ยิ่งโต
สรุป
สิ่งที่ผมยอมรับคือ การเข้าใจเเละการใช้ประโยชน์ในโลกการเงิน
ที่เเปลง Bitcoin ที่ผันผวน ให้เข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่ต้องการความผันผวน
ผมเชื่อว่า Saylor ไม่ทำ ก็มีคนอื่นทำอยู่ดี มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิด
ในมุมผมคิดว่า bitcoin จะโดน Back เป็นสินทรัพย์มากขึ้น
เมื่อมันสามารถเป็นสินเชื่อได้ ความต้องการมันก็มากขึ้น
ต้องติดตามต่อ
ขอบคุณครับ


ใส่ความเห็น