ทำไมต้องวางแผนการเงินด้วย Bitcoin

อัปเดตล่าสุด: 18 ตุลาคม 2026

หน้านี้ผมรวมคำตอบของคำถามที่โดนถามบ่อยที่สุดไว้ที่เดียว และจะกลับมาอัปเดตตัวเลขเรื่อยๆ ครับ


ผมว่าตัวเลขนี้น่าสนใจมากครับ

คนไทย 61% วางแผนเกษียณแล้ว

แต่มีแค่ 15.7% ที่ทำได้ตามแผน

แปลว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ไม่มีวินัยนะครับ เขาวางแผน เขาเก็บเงินจริง

แต่ 3 ใน 4 ของคนกลุ่มนี้ก็ยังไปไม่ถึงอยู่ดี

คำถามคือ มันมีอะไรที่มากกว่าวินัย

ผมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คน แต่อยู่ที่ตัวเลขที่เราใส่ในแผน ที่ผิดมาตั้งแต่แรก

เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด ที่เหลือก็ผิดตามกันหมด


➡️ สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน

  • เราเก็บเงินผิดที่ — เงินออมส่วนใหญ่อยู่ในที่ที่แพ้เงินเฟ้อ
  • เงินเฟ้อจริงไม่ใช่ 2–3% — ใช้เลขต่ำ แผนเลยไม่พอตั้งแต่แรก
  • ต้องออมมากขึ้นเรื่อยๆ — คนที่เก็บพอเกษียณ ออมกันราว 40% ของรายได้
  • 60/40 กันได้แค่ครึ่งเดียว — กันวิกฤตเศรษฐกิจได้ แต่กันเงินเฟ้อไม่ได้
  • Bitcoin เข้ามาเป็น “ที่เก็บเงินออม” — ไม่ใช่เก็งกำไร และไม่ได้แทนการลงทุนทั้งหมด

➡️ 1. ไม่ใช่ไม่มีวินัย แต่เราเก็บเงินผิดที่

จากงานวิจัยกรุงศรี เรื่องพฤติกรรมการออมของคนไทย

  • 3 ใน 4 ของคนไทย ออมผ่านธนาคารเป็นหลัก
  • 38.8% เก็บเงินหลักไว้ในออมทรัพย์หรือฝากประจำ
  • Gen Z ที่ใช้เทคโนโลยีเก่งที่สุด กลับใช้ธนาคารเป็นที่เก็บเงินหลักมากที่สุด 45.5%
  • ได้เงินมา คนไทยเอา “การลงทุน” ไว้ อันดับสุดท้าย (เลือกเป็นอันดับแรกแค่ 9%)

ผมว่าไม่ผิดนะครับที่อยากได้ความปลอดภัย

แต่คำถามคือ ปลอดภัยจากอะไร

เงินฝากปลอดภัยจากราคาขึ้นลง ตัวเลขในบัญชีไม่เคยลด

แต่มันไม่ปลอดภัยจากเงินเฟ้อ ตัวเลขเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลงทุกปี

🟢 ความผันผวน กับ ความเสี่ยง มันคนละเรื่องกันครับ

ความเสี่ยงจริงๆ คือเงินเสียมูลค่าไปแล้วไม่กลับมา

ซึ่งเงินฝากดอกต่ำ ทำแบบนั้นกับเราช้าๆ ทุกปี

💡 ลองเอง: Purchasing Power — ใส่เงินที่เก็บอยู่ แล้วดูว่าอีก 20 ปีมันซื้ออะไรได้จริง


➡️ 2. เงินเฟ้อจริงไม่ใช่ 2–3%

แผนเกษียณที่เราคุ้นๆ กัน จะหน้าตาประมาณนี้ครับ

อายุ 35 · เกษียณ 60 · อยากใช้เดือนละ 50,000 (ค่าเงินวันนี้)
เงินเฟ้อ 3% · ผลตอบแทนคาดหวัง 7%

ทั้งแผนพิงอยู่กับเลข เงินเฟ้อ 3% ตัวเดียว

เงินเฟ้อที่รัฐบอกเราไม่เคยเกิน 3% บางปีติดลบด้วยซ้ำ

คำถามคือ ข้าวกะเพราที่เราซื้อกินกัน มันขึ้นปีละ 3% จริงมั้ย

ผมลองเอาตัวเลขที่วัดจากของจริงมาเทียบดูครับ (เฉลี่ยต่อปี ราว 10 ปีที่ผ่านมา)

วัดอะไรต่อปี
CPI — เงินเฟ้อทางการ1.1%
ดอกเบี้ยออมทรัพย์0.25%
ดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือน1–1.5%
ข้าวกะเพรา 40 → 65 บาทราว 5%
M2 ไทย — ปริมาณเงินในระบบ5.3%
M2 ดอลลาร์ — เงินที่โลกใช้อ้างอิงราว 6–7%

M2 พูดง่ายๆ คือ เงินทั้งหมดในระบบ ถูกพิมพ์เพิ่มปีละเท่าไหร่

ถ้าเงินในระบบโตปีละ 5% แต่เงินเราในออมทรัพย์โต 0.25%

แปลว่าเรา ถอยหลังปีละราว 5% ทั้งที่ตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น

ที่น่าสนใจคือ ไทยพิมพ์เงินเพิ่ม น้อยที่สุดในเอเชียแล้ว (ยกเว้นญี่ปุ่นกับฮ่องกง)

เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย อยู่ที่ 9–15% ต่อปี

น้อยที่สุดแล้ว ก็ยังโตปีละ 5.3% อยู่ดี

แล้วเปลี่ยนเลขเดียว แผนเปลี่ยนแค่ไหน

จากตัวอย่างเดิม อยากใช้เดือนละ 50,000 ในค่าเงินวันนี้ อีก 25 ปีต้องใช้เท่าไหร่

  • ถ้าเงินเฟ้อ 3% → วันเกษียณต้องใช้เดือนละ ~105,000 บาท
  • ถ้าเงินเฟ้อ 6% → วันเกษียณต้องใช้เดือนละ ~215,000 บาท

🟢 ต่างกันเกินเท่าตัว แค่เปลี่ยนเลขเดียว

คนที่ทำตามแผนครบ 25 ปี อาจไปถึงวันเกษียณ แล้วเจอว่าเงินพอแค่ครึ่งเดียว

💡 ลองเอง: Retirement Quick Check — ลองเปลี่ยนเงินเฟ้อจาก 3% เป็น 6% แล้วดูว่าต้องเก็บต่อเดือนเปลี่ยนไปแค่ไหน


➡️ 3. ต้องออมมากขึ้นเรื่อยๆ

งานวิจัยกรุงศรีชิ้นเดียวกัน ดูว่าใครบ้างที่เก็บเงินได้พอเกษียณจริงๆ

  • ออม + ลงทุนรวมกันราว 40% ของรายได้ทุกเดือน
  • 64% ของคนกลุ่มนี้ รายได้ เกินแสนต่อเดือน
  • มนุษย์เงินเดือนทั่วไปออมเฉลี่ยราว 18% แต่ถ้าจะให้พอใช้แบบที่อยากได้ อาจต้องออมถึง 41%

40% คือได้เงินมา 100 เก็บ 40 เหลือใช้จริง 60

ซึ่งในมุมผม ค่อนข้างเยอะมากๆ

ผมว่ารุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่า หลายบ้านทำงานคนเดียว ออมไม่ถึง 15%

ก็มีบ้าน ส่งลูกเรียนจบ แล้วเกษียณได้

วันนี้ต้องออม 40% และรายได้ต้องสูงด้วย

คำถามคือ รุ่นต่อไปต้อง 50–60% หรือเปล่า

ลองนึกภาพตักน้ำใส่ถังที่ก้นรั่ว

คำแนะนำทั่วไปคือ “ตักให้เร็วขึ้น ตักให้เยอะขึ้น” ก็คือออมจาก 15% เป็น 40%

มันช่วยได้ครับ แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เพราะถังมันยังรั่วอยู่

🟢 ถังที่รั่ว คือเงินที่เราใช้เก็บออม ที่เสื่อมค่าทุกปี

ตราบใดที่ยังเก็บในเงินแบบนี้ ยังไงก็ต้องตักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเราก็อายุยืนขึ้นอีก เกษียณ 60 แต่อาจอยู่ถึง 80–86 ถังก็ต้องใหญ่ขึ้นไปอีก


➡️ 4. แล้ว 60/40 ยังใช้ได้อยู่มั้ย

ใครวางแผนเกษียณ น่าจะเคยได้ยินสูตร 60/40 คือ หุ้น 60% พันธบัตร 40%

เหตุผลที่มันเวิร์ก เพราะเราอยากให้หุ้นกับพันธบัตรวิ่ง สวนทางกัน

หุ้นตกเมื่อไหร่ พันธบัตรขึ้นมาพยุง

ผมไม่ได้บอกว่ามันใช้ไม่ได้แล้วนะครับ 200 ปีที่ผ่านมามันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7% ต่อปี

แต่ต้องรู้ว่า มันกันได้แค่ครึ่งเดียว

  • วิกฤตเศรษฐกิจ (เงินเฟ้อต่ำ) → ✅ กันได้ เพราะธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ พันธบัตรขึ้นมาพยุง เช่นปี 2008
  • วิกฤตเงินเฟ้อ (ต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็ว) → ❌ กันไม่ได้ หุ้นกับพันธบัตรร่วงพร้อมกัน เช่นปี 2022

ปี 2022 ที่สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในรอบ 40 ปี

  • พอร์ต 60/40 ติดลบราว 16–17.5% แย่สุดตั้งแต่ปี 1937
  • ดัชนีพันธบัตรรวมสหรัฐ -13% แย่สุดตั้งแต่มีดัชนี
  • พันธบัตรระยะยาว -39%

เหมือนประกันไฟไหม้ ที่ไม่จ่ายตอนไฟไหม้

เราถือพันธบัตร 40% ไว้เป็นเกราะ ยอมได้ผลตอบแทนน้อยลงทุกปี เหมือนจ่ายเบี้ยประกัน

แต่เกราะนี้ใช้ไม่ได้ในปีที่เงินเฟ้อพุ่ง ซึ่งก็คือเรื่องที่คนเก็บเงินกลัวที่สุด

แล้วที่ผ่านมา 60/40 ดูดีมาก ส่วนนึงเพราะช่วง 1981–2020 ดอกเบี้ยลดจาก ~15% เหลือเกือบ 0% ยาว 40 ปี

พอดอกเบี้ยลง ราคาพันธบัตรก็ขึ้น

แต่จากดอกเบี้ยวันนี้ มันลงแบบนั้นอีกรอบไม่ได้แล้ว

ส่วน กฎ 4% (ถอนใช้ปีละ 4% แล้วเงินอยู่ได้ 30 ปี) ก็คิดบนเงินเฟ้อต่ำเหมือนกัน

🟢 ประเด็นคือ หุ้นกับพันธบัตรอยู่ในระบบเงินเดียวกัน ทั้งคู่ต้องหวังว่าเงินเฟ้อจะต่ำ

ครั้งล่าสุดที่เงินเฟ้อสูงจริงๆ คือยุค 70s ของที่กันได้คือทองคำ

ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่พันธบัตร แต่เป็นของที่อยู่คนละแกนกับระบบเงิน


➡️ 5. แล้ว Bitcoin เข้ามาตรงไหน

ทั้งหมดข้างบน ผมว่ามันชี้ไปที่คำถามเดียวครับ

🟢 ไม่ใช่ “ผลตอบแทนเท่าไหร่” แต่คือ “อะไรเก็บมูลค่าข้ามเวลาได้จริง”

พอเปลี่ยนคำถาม สิ่งที่เราจะเลือกก็เปลี่ยน

ของที่จะเอามาเป็นที่เก็บเงินออม ผมว่าควรมีแบบนี้

คุณสมบัติทำไมสำคัญ
หายาก และเพิ่มไม่ได้ถ้าใครพิมพ์เพิ่มได้ ถังก็รั่วเหมือนเดิม
เก็บข้ามเวลาได้ไม่เน่า ไม่เสื่อม ไม่ต้องดูแล
แบ่งย่อยได้ใช้บางส่วนได้ ไม่ต้องขายทั้งก้อน
ย้ายได้ไม่ผูกกับที่ไหนหรือใคร
ตรวจสอบได้รู้ว่าของจริง โดยไม่ต้องเชื่อใคร
  • เงินฝาก — ผ่านเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อแรก ซึ่งสำคัญที่สุด
  • ทองคำ — ข้อ 1–2 ดีมาก แต่ย้ายยาก ตรวจสอบยาก แบ่งย่อยลำบาก
  • Bitcoin — ผ่านครบ แต่แลกมากับความผันผวนสูง

เหตุผลที่ Bitcoin เข้าข่าย ไม่ใช่เพราะราคาเคยขึ้นนะครับ

แต่เพราะจำนวนถูกกำหนดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ และไม่มีใครเปลี่ยนได้

และมันอยู่คนละแกนกับหุ้นและพันธบัตร ไม่ต้องรอว่าธนาคารกลางจะลดดอกได้หรือเปล่า

แยก “เงินออม” ออกจาก “เงินลงทุน”

ผมไม่ได้บอกให้เอาทุกอย่างไปใส่ Bitcoin ครับ

สมการที่ผมใช้มาตลอดคือ

ความมั่นคงทางการเงิน = ส่วนเกิน × ความสม่ำเสมอ × เวลา
  • งาน ธุรกิจ การลงทุน = เครื่องผลิต หน้าที่คือสร้างรายได้ สร้าง “ส่วนเกิน”
  • Bitcoin = ถังเก็บ หน้าที่คือเก็บส่วนเกินนั้นไว้ไม่ให้รั่ว ด้วย “ความสม่ำเสมอ × เวลา”

สองอย่างนี้ไม่ได้แข่งกัน มันต้องมีทั้งคู่

เครื่องผลิตดีแค่ไหน ถ้าถังรั่วก็เก็บไม่อยู่

ถังดีแค่ไหน ถ้าไม่มีอะไรมาเติมก็ว่างเปล่า

แล้วความผันผวนล่ะ

Bitcoin ผันผวนจริงครับ ร่วงหนักมาหลายรอบ ปี 2018 ราว -84% ปี 2022 ราว -77%

แต่จากงานวิจัยของ Fidelity Digital Assets

ถ้าถือครบ 5 ปี ไม่ว่าจะเริ่มช่วงไหนที่ผ่านมา ผลตอบแทนทบต้นยังไม่เคยติดลบ

อันนี้เป็นข้อมูลอดีตนะครับ ไม่ได้การันตีอนาคต

และมีเงื่อนไขข้อเดียวที่สำคัญมาก คือ เราต้องไม่โดนบังคับให้ขายก่อน

ซึ่งเป็นเรื่องของการวางแผน cashflow คือเอาเงินเย็นมาเก็บ


➡️ 6. สิ่งที่ต้องมาก่อน Bitcoin เสมอ

Bitcoin ไม่ได้แก้ได้ทุกอย่างครับ มีของที่ต้องมาก่อน

  • เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 6 เดือนของรายจ่าย (วิจัยกรุงศรีแนะนำให้เผื่อมากขึ้น อาจถึง 1 ปี)
  • ประกันสุขภาพ กันไม่ให้ป่วยครั้งเดียว แล้วต้องขายของที่เก็บมาทั้งชีวิต
  • เงินหมุนของธุรกิจหรือชีวิตประจำวัน ห้ามแตะ ห้ามกู้ ห้ามเอากิจการไปค้ำเพื่อซื้อ Bitcoin
  • ส่วนเกิน เราเก็บได้จากเงินที่เหลือจริงๆ เท่านั้น เลยต้องหารายได้เพิ่มและพัฒนาตัวเองไปด้วย

ต้องยอมรับตรงๆ ว่า Bitcoin มีมาแค่สิบกว่าปี ราคาอาจลงหนักและนานกว่าที่คิด

🟢 ถ้ายังไม่มี 3 ข้อแรก ผมว่ายังไม่ควรเริ่มครับ

💡 ลองเอง: BTC อย่างเดียว vs BTC + ประกัน — ดูว่าแต่ละช่วงวัย ถ้าป่วยโดยไม่มีประกัน จะกระทบเงินที่เก็บมาแค่ไหน


➡️ สรุป

  • ลองเปลี่ยนเงินเฟ้อในแผนเป็น 5–7% แล้วดูว่าแผนเดิมยังพอมั้ย ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
  • แยกเงินออมออกจากเงินลงทุน แล้วถามตัวเองว่า เงินออมเราอยู่ในถังที่รั่วหรือเปล่า
  • ถ้าจะเริ่ม Bitcoin เริ่มจากก้อนเล็กๆ ที่ไม่กระทบชีวิต หลังมีเงินสำรองและประกันแล้ว เข้าใจมากขึ้นค่อยเพิ่ม และ DCA สม่ำเสมอ ดีกว่ามานั่งรอจังหวะ

เราเปลี่ยนระบบเงินไม่ได้

แต่เราเลือกได้ว่าจะเก็บเงินที่หามาได้ไว้ที่ไหน

ขอบคุณครับ


อ่านต่อ


ที่มาของข้อมูล

  • พฤติกรรมการออมคนไทย, ตัวเลข 40%, 38.8% ฝากธนาคาร, ลำดับการใช้เงิน: วิจัยกรุงศรี — Saving Behavior Survey (2568)
  • M2 ไทย 5.3% (2555–2567) และการเทียบในเอเชีย: กรุงเทพธุรกิจ / ข้อมูลดิบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  • M2 ดอลลาร์: Federal Reserve — H.6 Money Stock Measures
  • CPI ไทยเฉลี่ย 10 ปี: ธนาคารโลก / FocusEconomics
  • 60/40 ปี 2022 และผลตอบแทน 200 ปี: Morgan Stanley — The Return of the 60/40
  • พันธบัตรสหรัฐปี 2022: CNBC (อ้างอิงงานของ Prof. Edward McQuarrie)
  • ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีสหรัฐ 1981–2020: Federal Reserve ผ่าน Advisor Perspectives
  • ผลตอบแทนถือครบ 5 ปีของ Bitcoin: Fidelity Digital Assets — Chris Kuiper, Bitcoin for Corps 2025

เนื้อหานี้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และไม่มีการทำนายราคา ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลย้อนหลัง หรือสมมติฐานที่ปรับเองได้ในเครื่องมือ