AI ยิ่งเก่ง ของควรต้องถูกลงแต่ทำไม ราคาของยังเเพงขึ้นเมื่อกฎของเทคโนโลยี กับ ระบบของหนี้ วิ่งสวนทางกัน

ในปี 1930 Keynes เคยทำนายไว้ว่า ภายในปี 2020
มนุษย์ควรจะทำงานเพียงแค่ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เพราะเทคโนโลยีจะช่วยเราทำงานแทนหมดแล้ว
แต่ภาพปัจจุบัน หลายคนยังต้องทำงานหนักถึง 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อความอยู่รอดอยู่เลย

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

กฎของเทคโนโลยี คือ “ภาวะเงินฝืด”

ตามกฎเศรษฐศาสตร์แล้ว ราคาสินค้าจะลดลงสู่ต้นทุนส่วนเพิ่ม
(Marginal Cost) เสมอ โดยเฉพาะเมื่อมี AI หรือเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

– Productivity
เทคโนโลยีพยายามทำให้สินค้า “ถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น”

– Abundance
สิ่งของควรจะราคาถูกลงเรื่อยๆ จนเกือบฟรี
ซึ่งเราไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมันเพราะมันมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

ต้นทุนควรวิ่งหาศูนย์ และทุกคนควรเข้าถึงของที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ
นี่คือความมั่งคั่งที่เทคโนโลยีมอบให้มนุษย์

แต่โลกปัจจุบัน ตั้งอยู่บน “เงินเฟ้อ”

เมื่อรัฐบาล “ยอมให้ของถูกไม่ได้”
ตัวอย่างคือรัฐบาลครับ

สมมติรัฐกู้เงินมา 1,000 ล้านบาท

– รายได้รัฐ
เก็บภาษีได้ปีละ 200 ล้านบาท (จาก VAT และภาษีเงินได้)

– ถ้าเกิดเงินฝืด ของถูกลง
ภาษีที่เก็บได้ก็น้อยลงตามรายได้ประชาชนที่ลดลง
แต่หนี้ 1,000 ล้านที่ต้องคืนธนาคาร ไม่เคยลดลงตาม

ธนาคารกลาง “พิมพ์เงิน”สร้างเงินเฟ้อเพื่อให้ตัวเลขภาษีที่เก็บได้มันดูเยอะขึ้น และทำให้หนี้ 1,000 ล้านนั้นดู “เล็กลง”เมื่อเทียบกับรายได้ใหม่

Bitcoin : เครื่องมือวัดมูลค่าที่เที่ยงตรง

ในขณะที่เงินกระดาษ (Fiat) ต้องถูกลดค่าไปเรื่อยๆ
Bitcoin จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือในการวัดมูลค่าที่แท้จริง

– ในระบบที่เงินมีจำนวนจำกัด ราคาสินค้าจะลดลงเมื่อเทียบกับ Bitcoin เสมอ เพราะประสิทธิภาพเราเพิ่มขึ้นแต่จำนวนเงินคงที่

– การถือ Bitcoin คือการรักษามูลค่าจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างแท้จริงเเละทำให้เงินมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

สรุปมนุษย์ควรทำงานน้อยลงแต่ได้รับมากขึ้น

ถ้าเรารู้จักเปลี่ยนผ่านสู่ ความอุดมสมบูรณ์ (Abundance)
และยอมให้ภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

มนุษย์จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมหาศาล

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งจนหมดแรง แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อให้เรา “ทำงานน้อยลง แต่ได้รับมากขึ้น” ได้จริงๆ

เเละถ้าเราอยู่ในระบบที่เงินมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ (Deflationary System)

“โลกที่ไม่มีใครอยากเป็นหนี้”

หนี้เพื่อการบริโภค”อาจจะลดลง

ถ้าคุณรู้ว่าเงิน 1 แสนในวันนี้ จะมีค่าเท่ากับ 1.2 แสนในปีหน้า คุณจะ “เลิกกู้มาซื้อของไร้สาระ” เพราะมันเท่ากับคุณซื้อของชิ้นนั้นในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

คนจะกลับไปสู่”ออมก่อนซื้อ” (Save-to-Buy)
แทนที่ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later)

เมื่อการกู้ยืมแบบกำหนดดอกเบี้ยตายตัว (Fixed Interest)

มันเสี่ยงเกินไปสำหรับลูกหนี้ จะเปลี่ยนไปหาการ
“ระดมทุนแบบแบ่งกำไร” แทน

– แทนที่จะกู้เงินธนาคาร 1 ล้านแล้วจ่ายดอกเบี้ย เป็นการ “ร่วมทุน”

(Profit Sharing) ถ้ากำไรก็แบ่งกัน ถ้าขาดทุนก็รับความเสี่ยงร่วมกัน
ระบบเศรษฐกิจจะมีความเสถียรมากขึ้น

เพราะไม่มีแรงกดดันจาก “ดอกเบี้ยทบต้น”

ขอบคุณครับ

Leave a comment