นอกจากการทำประกันกับบริษัทประกัน เเล้ว
ปัจจุบันระบบ Peer-to-Peer (P2P)
หรือการระดมทุนในกลุ่มสมาชิกคือ CrowdHealth
มันทำงานยังไง
จ่ายค่าสมาชิกคงที่ (ประมาณ $60) เพื่อแลกกับทีมงานที่จะช่วย “ต่อรอง” ค่ารักษาพยาบาลให้ถูกลง เพราะคุณไปในฐานะ “คนไข้จ่ายเงินสด” (Cash-pay)
ช่วยกันเมื่อจำเป็น
เมื่อเพื่อนสมาชิกป่วย ทุกคนจะแชร์เงินกันไปจ่ายบิลนั้น(มีเพดานสูงสุดต่อเดือนชัดเจน)
เงินไม่ได้โอนไปกองที่บริษัท เป็น case by case
ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ
-Original
จ่ายค่ารักษาส่วนเเรก $500 แรกเอง ที่เหลือชุมชนช่วย
-Black Swan
จ่าย ค่ารักษาส่วนเเรก $15,000 แรกเอง (ประมาณ 5 แสนบาท) เพื่อแลกกับค่าช่วยเพื่อนรายเดือนที่ถูกลง เหมาะกับคนที่ดูแลตัวเองดี
การมีส่วนร่วมของ Bitcoin
มีฟีเจอร์ “Auto-sweep into Bitcoin”
ระบบจะตั้งเพดานการช่วยเพื่อนไว้ (เช่น $140 ต่อเดือน)
แต่ถ้าเดือนนั้นคนป่วยน้อย
คุณจ่ายช่วยเพื่อนไปจริงแค่ $40 ส่วนต่างอีก $100 จะออมอัตโนมัติ
ระบบจะ Sweep เงินส่วนต่างที่ไม่ได้ใช้เคลมนี้ โอนเข้าไปสะสมในบัญชี FOLD+เพื่อเปลี่ยนเป็น Bitcoin
คือ คล้ายๆเบี้ยประกันที่คุณไม่ได้เคลม จะกลายเป็น Bitcoin ที่สะสมไว้เพื่ออนาคต
แล้ว “คนป่วย” จะไม่แห่มาสมัครจนระบบพังหรือ?
หุ้นส่วนความเสี่ยง
– ประกันเดิม
เราคิดว่า “จ่ายแล้วต้องเคลมให้คุ้ม” ทำให้คนระวังสุขภาพน้อยลง
– CrowdHealth เหมือนเปนหุ้นส่วน ช่วยกันในกลุ่ม
เเละด้วยระบบ Auto-sweep into Bitcoinอาจสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ว่า “ถ้าสุขภาพดี ฉันจะมี bitcoin มากขึ้น”
The Filters
– Pre-existing Conditions
มีกฎระยะเวลารอคอย 2-3 ปีสำหรับโรคที่เป็นมาก่อนสมัคร กันคนป่วยหนักอยู่แล้วเดินเข้ามาเคลมทันที
– Member Commitment
การต้องจ่ายส่วนแรกเอง ($500 หรือ $15,000) คือด่านคัดกรองคนที่ตั้งใจจะมาเบิกจุกจิกออกไป เหลือแต่คนที่ตั้งใจมาบริหารความเสี่ยงจริงๆ
Social Pressure
-การรู้ว่าเงินที่จ่ายมาคือ “เงินเพื่อนสมาชิก”
ทำให้เกิดความรู้สึกเป็น “เผ่า” (Tribe) เดียวกัน
สมาชิกจะเกรงใจและดูแลตัวเองมากขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนอื่น
ผมว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจดี
ศึกษาเพื่อสามารถที่จะปรับมาใช้บางส่วน เช่น
อาจซื้อประกันเเบบ Deductible (ความรับผิดส่วนแรก)
ค่าเบี้ยที่ประหยัดได้ไป “ออมใน Bitcoin” แทน เป็นต้น
หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ
ขอบคุณครับ


Leave a comment