คนส่วนใหญ่วางแผนเกษียณด้วยค่าเฉลี่ย — ง่ายดี มันใช้เกษียณได้จริงมั้ย? เเต่โลกการเงินเป็นเเบบ Fat Tail ที่คนไม่เคยคิด

แผนเกษียณส่วนใหญ่ ชินในการใช้ค่าเฉลี่ย หรือ Bell Curve อยากให้ตั้งคำถามว่าใช้ได้จริงมั้ย เพราะเข้าใจได้ง่าย และใช้ได้ในหลายเรื่อง

แต่ไม่สามารถใช้กับโลกการเงินได้!

Bell Curve คืออะไร และใช้ได้กับอะไร?

Bell Curve คือการกระจายตัวของข้อมูลที่โค้งเหมือนระฆัง
ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางหรือค่าเฉลี่ย

และยิ่งห่างจากค่าเฉลี่ยมากเท่าไหร่
โอกาสที่จะเกิดยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ

เช่น

ความสูงของคน
ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 160-175 ซม.
คนสูง 220 ซม. → หายากมาก
คนสูง 250 ซม. → แทบไม่มีในโลก
(ตัวเลขสมมุติ)

ยิ่งออกห่างจากค่าเฉลี่ย ยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ
และมันก็ ถูกต้องเพราะคนสูงผิดปกติมีน้อยจริงๆ

Nassim Taleb เรียกโลกแบบนี้ว่า “Mediocristan”
โลกที่ Outlier ไม่มีผลกระทบใหญ่โต
Bell Curve ใช้ได้ดีมาก
ใช้ได้กับ ความสูง น้ำหนัก อายุขัย IQ อุณหภูมิ

โลกการเงิน Bell Curve ใช้ไม่ได้เลย

ลองเปลี่ยนจากความสูง มาเป็นความมั่งคั่ง

ถ้าวัดความสูงคน 1,000 คน
แล้วเพิ่มคนที่สูงที่สุดในโลกเข้ามา 1 คน
ค่าเฉลี่ยความสูงแทบไม่เปลี่ยน
แต่ถ้าวัดความมั่งคั่งคน 1,000 คน

แล้วเพิ่ม Elon Musk เข้ามา 1 คน
ค่าเฉลี่ยพุ่งขึ้นหลายเท่าทันที
เพราะความมั่งคั่งไม่มีลิมิต
Outlier 1 คน เปลี่ยนทุกอย่างได้

Taleb เรียกโลกแบบนี้ว่า “Extremistan”
โลกที่ Outlier ไม่ใช่เหตุการณ์หายาก

ตัวอย่างที่อยู่ใน Extremistan

ราคาหุ้น ราคา Bitcoin ยอดขายหนังสือ
ผลกระทบของสงคราม วิกฤตการเงิน

ปัญหาคือ คนทั่วไปเอา Bell Curve ไปใช้กับโลก Extremistan

CFO ของ Goldman Sachs บอกกับ Financial Times ปี 2007
ว่ากำลังเห็นการเคลื่อนไหวที่แบบจำลองบอกว่า
“แทบเป็นไปไม่ได้” หลายวันติดกัน แต่มันเกิดขึ้นจริง”

Black Monday 1987
Dow Jones ร่วง 22.6% ในวันเดียว
ยังคงเป็นการร่วงรายวันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เพราะใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะกัน
ตลาดการเงินไม่ได้ทำงานที่แต่ละครั้งเป็นอิสระจากกัน

แต่ทำงานแบบ Feedback Loop
คนกลัว → ขายพร้อมกัน → ราคาร่วง
→ คนกลัวมากขึ้น → ขายมากขึ้น
→ ราคาร่วงหนักขึ้น → วนซ้ำ

เหตุการณ์ขยายตัวเองใหญ่กว่าที่ Bell Curve จะอธิบายได้

นั่นคือที่มาของ Fat Tail

ส่วนปลายทั้ง 2 ด้าน ของ bell curve ที่เป็นค่าเกิดขึ้นได้ยาก
ในโลกจริง เหตุการณ์สุดขั้ว
เกิดบ่อยกว่าที่ Bell Curve บอกไว้มาก

Negative Fat Tail

วิกฤตต้มยำกุ้ง 1997
Dot-com bubble 2000
วิกฤตซับไพรม์ 2008
COVID 2020

เฉลี่ยแล้วเกิดทุก 7-10 ปี
ถ้าวางแผนเกษียณ 30 ปี
จะเจอวิกฤตใหญ่อย่างน้อย 3-4 ครั้ง

Bell Curve
มองว่าวิกฤตคือเหตุการณ์ที่เกิดได้ยาก
เพราะอยู่ในช่วงที่ไกลจากค่าเฉลี่ย

Positive Fat Tail

Bitcoin ใน 10 ปีให้ผลตอบแทนมากกว่า 100,000%
ผลตอบแทนมากกว่า 50% ของทั้งทศวรรษ เกิดขึ้นใน 10 วัน

Bell Curve มองว่า Bitcoin ขึ้น 100x เป็นไปไม่ได้
เลยไม่ได้ถือไว้เลย แต่มันเกิดขึ้นจริง กับหลายๆสินทรัพย์

แผนเกษียณ ที่คำนวณจาก Bell Curve

ลองนึกภาพแผนเกษียณของคนส่วนใหญ่

ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี
เงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปี
ออมเดือนละ X บาท
อายุ 60 มีเงิน 10 ล้านบาท

แผนนี้ตั้งอยู่ว่า
โลกจะเป็นค่าเฉลี่ยทุกปีไปตลอด 30 ปี

Negative Fat Tail

สงคราม ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อ 30% ในปีเดียว
ตลาดร่วง 50% ตกงาน 1 ปี
แผนพัง

Positive Fat Tail

Bitcoin เปลี่ยนระบบการเงิน
สินทรัพย์ขึ้น 10x
ไม่ได้ถืออยู่เลย

แล้วควรวางแผนยังไง?

การออกแบบแผนเตรียมสำหรับโลก Fat Tail
คือ รอดจาก Negative Fat Tail ก่อนแล้วค่อยเปิดรับ Positive Fat Tail

รอดก่อน Negative Fat Tail

ประกันต่างๆ หรือเงินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด และ Emergency Fund 6 เดือน
ไม่ว่า Negative Fat Tail จะมาแบบไหน
ต้องอยู่ได้

เปิดรับ Positive Fat Tail

ถือสินทรัพย์ที่ Convexity เป็นบวก
เสียได้จำกัด แต่ Upside ไม่มีเพดาน

Bitcoin
เสียสูงสุด =100% ของที่ลงทุน (จำกัด)
ได้สูงสุด =ไม่มีเพดาน
ถ้าเปลี่ยนระบบการเงินโลกจริง → เกษียณเร็วกว่าแผน

แผนเกษียณของคุณตอนนี้

แผนเกษียณที่ดี
คือแผนที่ทนทานต่อ Negative Fat Tail
และพร้อมรับ Positive Fat Tail

เพราะโลกการเงินไม่ได้ทำงานด้วย Bell Curve
ได้มีการเตรียมรับมือของ Fat tail หรือยัง

ขอบคุณครับ

#วางเเผนการเงินด้วยbitcoin

Leave a comment